วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สมุนไพรที่ช่วยเรื่องโรคเหงือกและฟัน




ถ้าอาการยังไม่มากนักเริ่มที่ยาแก้สูตรหนึ่งยาแก้โรคลักปิดลักเปิด





1. ใช้ใบหนุมานประสานกายสัก 10 ช่อต้มกิน

2. ส้มเขียวหวานหรือส้มอื่นๆ รับประทานบ่อย ๆ หรือกินน้ำมะนาวบ่อย ๆ

3. กินฝรั่งสดบ่อย ๆ หรือกินเนื้อหุ้มเม็ดทับทิม หรือกินมะขามป้อมสดวันละ 10-15 ลูก หรือใช้มะตูมต้มน้ำใส่น้ำตาลกิน หรือใช้มะเขือเทศสดกิน

4. ใช้ถั่วเขียว 1 ถ้วยต้มกับน้ำตาลกิน ถ้าไม่มีฟันให้เอาผลมะคำดีควาย 7 ผล รากฝรั่ง ตะไคร้ สิ่งละพอควรต้มน้ำกิน

5. ใช้เปลือกกล้วยหอมตากแห้งเผาเป็นถ่าน แล้วบดเป็ยผงแตะที่ไรฟันเป็นยาห้ามเลือด

ยารักษาฟันและเหงือก

1.ใช้เปลือกข่อย 1กิโลกรัม ต้มเอาแต่น้ำยา ส่วนกากทิ้ง สารส้ม สตุ 100 กรัม เกลือทะเล 100 กรัม
นำทั้งสามอย่างนี้มาเคี่ยวให้แห้ง แล้วใส่การบูรและเมนทอนพอควร
บดเป็นผงเก็บไว้ให้ดีใช้รักษาโรคฟัน โรครำมะนาด และเหงือกบวม

2. ใช้รากน้อยหน่าและรากมะละกอต้มน้ำใส่เกลือ และพิมเสน ให้อมบ้วนปากบ่อย ๆ แก้ปากและเหงือกเป็นแผลมีหนองได้ดี
 

ที่มา:  Ayurvedic Association of Thailand

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์น้ำขิงร้อน - เย็น



       ขิงหาง่าย ได้ประโยชน์  ขิง (Ginger) เป็นทั้งพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ มีสรรพคุณด้านการรักษาโรคได้ เช่น รักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาอาการไอที่มีเสมหะ สำหรับคุณผู้หญิงดื่ม (ทาน) เป็นประจำป้องกันมะเร็งในรังไข่

      ขิงสดช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป หรือมีอาการเมารถ โดยวิธีทำยารับประทาน ให้นำขิงสดมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ หรือจะจิบแก้ไอ ขับเสมหะก็ได้

      นอกจากนี้การดื่มน้ำขิงร้อนๆ ยังช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้ดี....



ประโยชน์โดยรวมของน้ำขิง
      แก้ปากเหม็น คั้นผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย อมบ้วนปาก ฆ่าเชื้อโรคในปาก

      แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ท้องผูก ขับลม คลื่นไส้อาเจียน และอาการเมารถเมาเรือ นำเหง้าขิงแก่สด 50 กรัม ทุบให้แตก นำไปต้มกับน้ำ 2 แก้ว รินดื่มแต่น้ำ วันละ 3 ครั้ง

      ปวดกระเพาะอาหาร ใช้เหง้าขิง น้ำตาลทรายแดง และพุทราแห้ง ต้มดื่มวันละครั้ง

ผมร่วง หัวเริ่มล้าน ใช้เหง้าสดนำมาผิงไฟให้อุ่น ตำพอกบริเวณที่ผมร่วง วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้พอกต่อไปสักระยะ 


      แก้สะอึก ใช้ขิงสดตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ทำเป็นน้ำขิงสดรับประทาน

      ขับเหงื่อ นำขิงแก่มาปอกเปลือกฝานเป็นชิ้นบางๆ นำไปตากในที่ร่มจนแห้ง (2 วัน) เอาขิงแห้ง 3 กรัม ไปต้มกับน้ำ 1 แก้วจนเดือด เป็นเวลา 3 นาที เอาเฉพาะส่วนน้ำมาเติมน้ำตาลทรายขาว

      แก้ตานขโมย นำขิง พริกไทย ใบกะเพรา ไพล มาบดผสมกันรับประทาน

      แก้ไข้ ร้อนใน ใช้ลำต้นที่แก่สดทุบแตกประมาณ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม

      ถูกแมงมุมกัด แผลที่บีบน้ำเหลืองออก ใช้ขิงฝานเป็นแผ่นบางๆ นำมาวางทับบริเวณที่เป็น

      แก้ไอ ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไป ครึ่งแก้ว ปิดฝาตั้งไว้ 5 นาที รินเอาแต่น้ำดื่ม ระหว่างอาหารแต่ละมื้อ หรือนำเหง้าขิงมาฝานเป็นแผ่นจิ้มเกลือรับประทาน

     
กำจัดกลิ่นรักแร้ ใช้เหง้าขิงแก่มาทุบ คั้นเอาแต่น้ำขิง ทาที่ไม่พึงปรารถนา

      แผลเริมบริเวณหลัง ใช้เหง้า 1 หัว เอามาเผาจนผิวนอกเป็นถ่าน คอยปาดถ่านที่ผิวนอกออก เผาและปาดไปเรื่อยๆ นำผงถ่านที่ได้ผสมกับน้ำดีหมูใช้ทาบริเวณที่เป็น

      ฟกช้ำจากการหกล้ม หรือกระทบกระแทก ให้ใช้เหง้าสดมาตำกับเหล้าพอก หรือใช้น้ำคั้นจากใบสด 1 ถ้วย ตังกุย 100 กรัม บดเป็นผงผสมกับเหล้ากินติดต่อกันประมาณ 3 วัน

      หนังมือลอกเป็นขุย ให้ใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น นำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง เอาแผ่นขิงที่ผ่านการแช่มาถูกทาตามบริเวณที่เป็น วันละ 2 ครั้ง

      แก้หวัด นำขิงแก่ขนาดประมาณหัวแม่มือ ทุบให้แตก หั่นเป็นแว่นต้มน้ำ 1 แก้ว ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มน้ำให้เดือดนาน 5 นาที เสร็จแล้วตักขิงออก เติมน้ำเพิ่มเล็กน้อย ดื่มขณะยังอุ่น ทำอย่างนี้ 3 เวลา เช้า - กลางวัน - เย็น
  
     
พยาธิตัวกลมจุกลำไส้ ใช้น้ำขิงผสมน้ำผึ้งดื่มทุกเช้าก่อนอาหาร
  ข้อควรระวัง : การใช้น้ำสกัดจาก ขิงที่เข้มข้นมากๆ จะให้ผลตรงข้ามคือ จะไประงับการบีบตัวของลำไส้ จนทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว... ดังนั้นการดื่มน้ำที่สกัดจากขิงไม่ควรใช้น้ำเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะไม่ให้ผลในการรักษาตามที่เราต้องการ.
 
 
ที่มา:  แพทย์แผนไทย สุโขทัยธรรมาธิราช สุพรรณบุรี

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"น้ำมันปลา" กับ "น้ำมันตับปลา" ต่างกันอย่างไร?

 




น้ำมันปลา (Fish Oil) คืออะไร ?
            น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดจาก เนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น น้ำมันปลายังเป็นแหล่งของกรดไขมันจำ เป็นไม่อิ่มตัวที่ เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega 3 ) ประกอบไปด้วย อีพีเอ (EPA) และ ดีแอชเอ (DHA) ซึ่ง มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสมองและสายตา

ต่างจากน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) อย่างไร ?
            น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากตับปลาทะเล เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และวิตามินดี ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก หากรับประทานมากเกินขนาด อาจเกิดพิษจากการสะสมของวิตามินเอและดีซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในร่างกายส่วนที่เป็นไขมัน

"น้ำมันปลา"
    1. สกัดได้จากเนื้อ หัว หางและของปลาทะเล
    2. เป็นแหล่งที่ให้กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3
    3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง

"น้ำมันตับปลา"
    1. สกัดจากตับปลาทะเล
    2. เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอและดี
    3. บำรุงร่างกายทั่วไป

 

ทำไมจึงต้องทานน้ำมันปลา
           

           โดยทั่วไปแล้ว ในกระแสเลือดของคนเราจะมีไขมันชนิดต่างๆ จำพวก โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์อยู่ในภาวะสมดุล แต่เมื่อใดก็ตามที่ความสมดุลนั้นเสียไป ก็อาจส่งผลร้ายต่อระบบหลอดเดลอืหัวใจได้เช่นกัน

           ** ค่าระดับโคเลสเตอรอลประเภทต่างๆ และไตรกลีเซอไรด์ที่ปลอดภัย **

     โคเลสเตอรอลรวม น้อยกว่า 200 มก./ดล.
     แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 130 มก./ดล.
     เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล มากกว่า 40 มก./ดล.
     ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 150 มก./ดล.

          *เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) คือไขมันชนิดดี
 

           ระดับไขมันในเลือดมีความสัมพันธ์กับอายุ โรคบางอย่าง และการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงจำพวกอาหารขยะ (Junk Food) ของทอดโดยเฉพาะที่ทอดด้วยน้ำมันหมู (น้ำมันหมูแหล่งกรดไขมันชนิดอิ่มตัว) ล้วนแล้วแต่นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดตีบและแข็งตัว (Atherosclerosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือภาวะเส้นเลือดแตกในสมองได้

 

น้ำมันปลากับการบำรุงสมอง
 

          เนื่องจากดีเอชเอ (DHA) เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเนื้อเยื่อสมอง น้ำมันปลาจึงมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมองหรือแม้แต่การสร้างสารสื่อนำประสาทในสมอง


น้ำมันปลากับโรคหัวใจและหลอดเลือด 

  
         มีหลักฐานบันทึกว่า ชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ในแถบหมู่เกาะกรีนแลนด์มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหัวใจและข้ออักเสบต่ำ ทั้งๆ ที่กลุ่มคนเหล้านี้มีการบริโภคไขมันปลาในปริมาณสูง ภายหลังมมีการค้นพบว่าไขมันปลาที่ชาวเอสกิโมบริโภคอยู่นั้นประกอบไปด้วย โอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิต



น้ำมันปลากับโรครูมาตอยด์ (โรคข้ออักเสบ)

           อีพีเอ (EPA) จากโอเมก้า 3 (Omega 3) มีผลในการลดการอักเสบที่เกิดจากสารก่ออักเสบในร่างกาย ซึ่งจะพบมากในผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาตอยด์



ที่มา:  Be Healthy  (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=414937315285471&set=a.218879318224606.47531.216006648511873&type=1&theater)

มะระขี้นก ป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้จริงหรือ





               งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์มะเร็งมหาวิทยาลัยโคโรลาโด พบว่า"น้ำ้คั้นของมะระขี้นก (bitter melon) มีผลยับยั้งความสามารถในการใช้กลูโคสของเซลล์มะเร็งตับอ่อน ซึ่งนั่นทำให้เซลล์ถูกตัดขาดจากแหล่งพลังงานและตายไปในที่สุด" งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์สัปดาห์นี้ในวารสาร Carcinogenesis

               "เมื่อสามปีก่อนมะระขี้นกได้พิสูจน์ว่าสามารถการฆ่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนในจานเพาะเลี้ยงเท่านั้น แต่ตอนนี้งานได้ก้าวไกลไปกว่านั้นมาก พวกเราใช้นำ้คั้น ซึ่งเราทราบว่าในเอเชียใช้กันมาก พวกเราได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันมีผลต่อการใช้กลูโคสของเซลล์ ส่งผลให้จำกัดการได้รับพลังงานและฆ่าเซลล์เหล่านั้นในที่สุด" ดอกเตอร์ราเชจ อัครวาล (Rajesh Agrawal, PhD) หัวหน้าทีมร่วมของศูนย์ป้องกันและควบคุมมะเร็งแห่งมหาวิทยาลัยโคโรลาโด และอาจารย์ภาควิชาเภสัชศาสตร์ (Skaggs School of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences) กล่าว

                 ที่มาของงานวิจัยนี้มาจากการที่ด็อกเตอร์อัครวาล ความสนใจในความเกี่ยวข้องที่ว่าคนเป็นเบาหวานมักมีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งตับอ่อน และจากข้อสังเกตที่ว่ามะระขี้นกมีผลรักษาโรคเบาหวาน เห็นได้จากที่คนจีนและอินเดียใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน เขาและทีมก็เลยได้ความคิดว่าจะเป็นยังไงถ้าตัดเจ้าโรคเบาหวานที่เป็นตัวเชื่อมกลางออกไปแล้ววิจัยเหตุและผลที่มะระขี้นกและมะเร็งไปเลยทีเดียว

                   มะระขี้นกสามารถควบคุมการปล่อยสารอินซูลินในเบต้าเซลล์ของตับอ่อน การทดลองโดยให้หนูที่เป็นมะเร็งตับอ่อนกินนำ้คั้นจากมะระขี้นก ผลพบว่าลดการพัฒนาของมะเร็งไปกว่า 60 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับตัวที่ไม่ได้กิน

                  "เป็นการค้นพบที่่น่าตื่นเต้นมาก" ดอกเตอร์อัครวาลกล่าว "ตอนนี้มีนักวิจัยมากมายที่กำลังออกแบบสังเคราะห์ตัวยาใหม่ๆเพื่อจะฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่นี่เรามีสารจากธรรมชาติที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม"

                  ทีมวิจัยของดอกเตอร์อัครวาลกำลังขอทุนเพื่อจะทำการศึกษาต่อไปในระดับการป้องกันทางเคมี (chemoprevention) ในโมเดลหนูทดลองสำหรับมะเร็งตับอ่อนต่อไป


ที่มา : oknation.net/by สาระแห่งสุขภาพ

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ภาวะเลือดพร่อง

 

"เธอดูหน้าตาขาวซีดจัง ควรบำรุงด้วยโสมตังกุยจั้บ"
"ผู้หญิงหลังคลอดเสียเลือดมาก ต้องกินยาบำรุงเลือด"
"ดิฉันมือเท้าเย็นง่าย เล็บขาวซีด ใจสั่น นอนไม่หลับ หลับแล้วฝันไม่หยุด ไปหาหมอจีน หมอบอกว่าเป็นเพราะเลือด ไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ"
"ดิฉันแขนขาชา เป็นตะคริวบ่อย ตาแห้งมองไม่ชัดตอนกลางคืน หมอจีนบอกว่าเป็นเพราะเลือดไปเลี้ยงตับไม่ดีพอ"

๑. เรื่องของเลือด ในความหมายของแพทย์แผนจีนคืออะไร
เลือดคือของเหลวข้นสีแดงที่อยู่ในหลอดเลือด เป็นส่วนประกอบของร่างกายและเป็นตัวหล่อเลี้ยงพื้นฐานให้กับการดำรงอยู่ของชีวิต
เลือดจะต้องไหลเวียนคล่อง และไหลอยู่ในหลอดเลือด และตัวเลือดเองต้องเป็นเลือดที่มีคุณภาพ

๒. เลือด เกิดได้อย่างไร เลือดที่มีคุณภาพดีเกี่ยวข้องกับอะไร
เลือดเกิดจากอาหารที่ได้รับการย่อยดูดซึม และแปรเปลี่ยนเป็นหยิงซี่ และจินเย่
หยิงซี่ เป็นส่วนสุดยอดที่ดีที่สุดของสารอาหารที่เกิดจากการย่อยดูดซึมและกลายเป็นส่วนของเลือดเพื่อนำไปบำรุงเลี้ยงร่างกาย
จินเย่ คือส่วนของสารน้ำ ของเหลวในร่างกาย ที่สามารถซึมผ่านเข้าสู่หลอดเลือดได้
เลือดที่ดีมีคุณภาพมาจากปัจจัยหลายประการ คือ
๑. อาหารที่กินเข้าไป
๒. การทำงานหรือพลังของม้ามและกระเพาะ-อาหาร ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารและดูดซึมอาหาร รวมทั้งแปรเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นเลือด
๓. การทำงานของปอด ที่จะทำให้เลือดเป็นเลือดที่สดและสะอาด
๔. การทำงานของไต ไตมีหน้าที่เก็บจิง (ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบประสาทอัตโนมัติและการหลั่งสาร คัดหลั่งฮอร์โมน เอนไซม์) ไตสร้างไขกระดูก (ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง)

ดังนั้น คนที่ซีดเนื่องจากเลือดมีปัญหา จึงต้องพิจารณาความผิดปกติของอวัยวะภายในต่างๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุหลัก
๓. ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดในทางศาสตร์แพทย์ แผนจีนได้แก่อะไรบ้าง
๑. ภาวะเลือดพร่อง
๒. ภาวะเลือดอุดกั้น
๓. ภาวะเลือดร้อน
๔. ภาวะเลือดเย็น
๕. ภาวะเลือดแห้ง
๖. ภาวะเลือดและพลังพร่อง
๗. ภาวะพลังพร่องทำให้เลือดอุดกั้น

๔. ภาวะเลือดพร่องมีความหมายอย่างไร มีอาการและอาการแสดงออกอย่างไร
ภาวะเลือดพร่อง เป็นภาวะการขาดเลือด ทำให้อวัยวะภายในจั้งฝู่ขาดเลือดหล่อเลี้ยง ทำให้ใบหน้าขาวซีดหรือเหลืองซีดร่วมกับมีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น นอนไม่หลับ บางครั้งมีอาการแขนขาชา ในสตรีจะมีประจำเดือนน้อยสีซีด ประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนด กระทั่งขาดประจำเดือน
การตรวจร่างกาย ตัวลิ้นขาวซีด ชีพจรเล็กไม่มีแรง

๕. สาเหตุของเลือดพร่องที่พบบ่อยๆ ได้แก่อะไร
๑. ระบบการย่อย ม้ามและกระเพาะอาหารพร่อง
๒. เสียเลือดเรื้อรังจากโรคต่างๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร
๓. เครียดเรื้อรัง ทำให้เลือดและยินพร่อง
๔. เลือดอุดกั้น ทำให้สร้างเลือดใหม่ไม่ได้
๕. จิงของไตไม่พอ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเลือด
๖. พยาธิในลำไส้ ทำให้เสียเลือดต่อเนื่อง

๖. ผลของเลือดพร่องเกิดอะไรขึ้
เลือดให้การหล่อเลี้ยง ถ้าเลือดเพียงพอ สีผิวจะแดงมีน้ำมีนวล ถ้าเลือดพร่อง กล้ามเนื้อผิวหนัง ใบหน้าริมฝีปาก เล็บ ตัวลิ้นซีดขาวไร้ชีวิตชีวา เลือดไปเลี้ยงที่ ตาและศีรษะไม่พอ ทำให้เวียนศีรษะ ตาลาย ความมีชีวิตชีวาอาศัยเลือด เลือดพร่องทำให้หัวใจและสมอง ขาดการหล่อเลี้ยง เกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ เลือดที่ไปเลี้ยงแขนขาน้อยลง มีอาการชามือเท้า ในสตรีเมื่อขาดเลือด ประจำเดือนก็น้อยจนกระทั่งไม่มีประจำเดือน ชีพจรขนาดเล็ก ไม่มีกำลัง
ผลต่อเนื่องของการเกิดเลือดพร่องเรื้อรังทำให้ เกิด
๑. พลังพร่องตามมา เกิดภาวะเลือดและพลังพร่อง
๒. เกิดผลกระทบต่อหัวใจและตับ ทำให้เลือดหัวใจพร่อง เลือดของตับพร่อง
๓. ทำให้ขาดจิง เลือดไม่เปลี่ยนเป็นจิง เกิดจิงของตับและไตแห้ง (ภาวะฮอร์โมนต่างๆ ลดลง)
๔. เอ็นและชีพจรขาดอาหาร ถ้าเป็นมากจะเกิด ลมภายในร่างกาย (อาการสั่นเกร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต )

๗. ภาวะเลือดพร่องกับยินพร่องต่างกันอย่างไร
ผู้ป่วยบางคนมีภาวะยินพร่อง แต่เข้าใจผิดไปซื้อยาบำรุงเลือดพร่อง ทำให้อาการของโรคอาจรุนแรงขึ้นได้
ยาจีนในท้องตลาดต้องแยกให้ชัดว่า เน้นไปที่บำรุงยินหรือบำรุงเลือด
ความจริงยาบำรุงเลือดมีบางส่วนของยาบำรุงยิน เลือดเป็นส่วนหนึ่งของยิน ยินพร่องกับเลือดพร่องมีอาการหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ชีพจรเล็ก เวียนศีรษะ ตาลาย นอนไม่หลับ

ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ยินพร่อง จะมีอาการร้อนร่วมด้วย เช่น แก้มแดง ลิ้นแดง หงุดหงิด ปากแห้ง ชีพจรเร็ว เป็นต้น ขณะที่เลือดพร่องไม่มีอาการร้อน เช่น ใบ หน้า ริมฝีปาก เปลือกตา เล็บ ลิ้นจะมีสีขาวซีด

๘. อาการที่เรียกว่า "เลือดของหัวใจพร่อง" และ "เลือดตับพร่อง" เป็นอย่างไร
ทั้ง ๒ ภาวะ มีอาการของเลือดพร่องเหมือนกัน แต่เนื่องจากการขาดเลือดไปมีผลต่ออวัยวะของหัวใจและตับอย่างเด่นชัด ทำให้มีลักษณะเฉพาะ คือ
เลือดหัวใจพร่อง มีอาการทางหัวใจและ สมองเด่นชัด เช่น ใจสั่น ตกใจง่าย นอนไม่หลับ ฝันบ่อย ลืมง่าย
เลือดตับพร่อง ชายโครงปวดตื้อๆ มองไม่ชัดเวลากลางคืน (ตาบอดไก่) แขนขาชา มีตะคริว

๙. เลือดพร่องในความหมายแพทย์แผนปัจจุบันได้แก่โรคอะไร
เทียบเท่ากับโรคเลือดจาง มะเร็งเม็ดเลือดขาว ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ พยาธิปากขอ โรคประจำเดือนผิดปกติ ภาวะไขกระดูกฝ่อ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก

๑๐. เลือดพร่องควรตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนจีน
เลือดจาง ควรหาสาเหตุที่แน่นอนก่อน เพราะจะ ทำให้เราสามารถวางแผนว่าจะรักษาผู้ป่วยโดยวิธีใด เพราะถ้าบำรุงเลือดเป็นการแก้ปลายเหตุเท่านั้น ถ้าไม่ แก้ต้นเหตุที่ทำให้เสียเลือด เราก็ไม่สามารถบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในแง่การบำรุงเลือด ในทรรศนะแพทย์ แผนจีนยังต่างกับแพทย์แผนปัจจุบันในหลายด้านด้วยกัน
เช่น แพทย์แผนปัจจุบันอาจเสริมเหล็ก โฟลิก วิตามิน หรือบางครั้งอาจให้ยากระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนบางตัว เพื่อกระตุ้นการทำงานของไขกระดูก
แพทย์แผนจีนบำรุงเลือด ต้องบำรุงพลังร่วมด้วย บางครั้งต้องเสริมยาบำรุงระบบการย่อยดูดซึมอาหารให้ดี หรือต้องบำรุงจิง บำรุงไต (เพื่อกระตุ้นการทำงานของ ฮอร์โมน) ควบคู่กันไป

พิจารณาให้ดีทั้ง ๒ แผนมีส่วนคล้ายกันมาก แต่แพทย์แผนปัจจุบันมักแยกส่วน มีความจำเพาะในการบำรุง เช่น เน้นธาตุเหล็ก โฟลิก หรือเพราะขาดฮอร์โมน หรือภูมิคุ้มกันผิดปกติ แต่แพทย์แผนจีนมักจะรักษาหลายๆ ระบบอวัยวะภายในร่วมด้วยเสมอ เพราะถือว่าเป็นองค์รวมสัมพันธ์กัน จึงควรพิจารณาข้อดีข้อเด่นของแต่ละแผน เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุด



ที่มา:  หมอสะกีนะฮฺ แพทย์แผนตะวันออก (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=391360640975916&set=a.231872970258018.44487.100003059499917&type=1)

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โกรธบ่อยโรคเพียบแน่

เวลาคนเราโกรธ จะแสดงอารมณ์ออกได้ 2 แบบ

         1. โกรธแบบแสดงอารมณ์ หน้าตาแดงก่ำ อารมณ์รุนแรง เสียงดัง หายใจแรง เรียกว่า โกรธจัด โกรธแบบนี้ กลไกพลังของตับขึ้นด้านบนอย่างรุนแรง

         2. โกรธแบบเก็บกด โกรธแบบไม่แสดงออก หรือเก็บกด โกรธนี้พลังไม่ถูกระบาย ทำให้พลังตับอุดกั้น
ฤดูกาลที่เกี่ยวข้องกับความโกรธ

       อุบัติการณ์เกี่ยวกับหลอดเลือดสมองแตก หัวใจขาดเลือดมักพบในฤดูใบไม้ผลิมาก (ปลายฝนต้นหนาว) เพราะเป็นช่วงที่พลังของธรรมชาติกำลังเกิด เช่นเดียวกับพลังตับ จึงต้องคุมอารมณ์โกรธ เพราะมีแนวโน้มจะถูกผลักดันให้พลังตับแกร่งเกินได้ง่าย คนสูงอายุในช่วงตรุษจีนจึงต้องทำจิตใจให้สบายผ่อนคลายในวันปีใหม่

ผลกระทบของอารมณ์โกรธแบบแสดงออกรุนแรง

1. ภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ (จ้งเฟิง)

        อารมณ์โกรธ เกี่ยวข้องกับพลังตับ มีผลทำลายตับ พลังตับปกติก็มีลักษณะขึ้นสู่ด้านบนอยู่แล้ว เมื่อถูกกระตุ้นจะทำให้พลังยิ่งย้อนขึ้นบนมากขึ้น เลือดก็จะถูกผลักดันสู่ด้านบนมากขึ้นด้วย ทำให้เวลาโกรธ หน้าจะแดงก่ำ ตาแดง บางทีเกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เป็นลมหมดสติ (คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง จัดเป็นคนที่ที่มีพลังตับแกร่งลอยอยู่ด้านบนมากอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีอารมณ์โกรธแบบรุนแรง ความดันโลหิตจะสูงขึ้นอีก เลือดจะถูกขับเคลื่อนไปสมองมากขึ้น เกิดหลอดเลือดสมองแตกหมดสติได้ง่าย)

        ตับ มีหน้าที่คล้ายแม่ทัพชอบบู๊ ชอบใช้ความรุนแรง ตับห้ามโกรธ เพราะถ้าโกรธก็จะรบราฆ่าฟัน จะมีผลเสียหายต่ออวัยวะอื่น ๆ
 

2. โรคกระเพาะอาหาร อาเจียนเป็นเลือด

         อวัยวะตับ เมื่อมีพลังมากเกิน จะมีผลไปข่มยับยั้งการทำงานของกระเพาะอาหาร ปกติกระเพาะอาหารจะมีกลไกพลังลงล่าง เพื่อส่งผ่านอาหารที่ย่อยแล้วระดับหนึ่งไปย่อยต่อและดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
        
        ถ้าพลังตับมาก การทำงานของกระเพาะอาหารจะเสียหน้าที่ ทำให้เกิดอาการเรอ สะอึก อาหารไม่ย่อย จุกแน่นท้อง เบื่ออาหาร

         รายที่มีโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอยู่แล้ว อาจเกิดอาการอาเจียนเป็นเลือดได้


 
3. กระทบม้าม ทำให้ท้องเสีย

        บางครั้งการโกรธมาก ๆ ต่อมาจะมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย ลำไส้ง่ายต่อการถูกกระตุ้นทางอารมณ์ แพทย์จีนเรียกว่า "พลังตับข่มเกินม้าม"

       คนที่ท้องเสียบ่อย ๆ เวลามีอารมณ์โกรธ ต้องควบคุมรักษาทางจิตอารมณ์ด้วย

        การโกรธที่มากเกินไป บางครั้งจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ควบคุมสติไม่ได้ ไม่อยู่กับโลกความเป็นจริง เป็นเพราะตับถูกกระทบกระเทือนมากเกินไป

 
อารมณ์โกรธแบบเก็บกด
         เป็นอารมณ์โกรธ แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ เพราะหลายเหตุผลทำให้เก็บกดทางอารมณ์ มีผลกระทบแบบสะสมเรื้อรัง ทำให้เลือดและพลังติดขัดไม่ไหลเวียน อวัยวะที่เส้นลมปราณตับไหลเวียนผ่านจะถูกกระทบ เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ มดลูก เต้านม และตับ ทำให้เกิดโรคในระยะยาว
 
 

ผลกระทบของอารมณ์โกรธแบบเก็บกด

1. โกรธแบบเก็บกดทำให้เกิดมะเร็งตับ

           ถ้าการไหลเวียนของพลังและเลือดในอวัยวะตับติดขัด จะก่อให้เกิดการสะสมตัวเป็นก้อน เกิดตับแข็ง เกิดก้อนมะเร็ง แพทย์จีนเรียกว่าจื่อเจิ้ง

           การเกิดมะเร็งในตับ นอกจากเกิดจากสาเหตุเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือจากภาวะตับแข็งจากพิษของอาหารที่กินเข้าไปสะสมเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในทัศนะแพทย์จีน อารมณ์โกรธแบบเก็บกดจะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

2. มีผลต่อความผิดปกติของประจำเดือน

         ระบบสืบพันธุ์ของสตรี จัดว่าเป็นระบบอ่อนแอที่สุดของร่างกาย ถ้ามีปัจจัยก่อโรคต่าง ๆ เช่น ความเย็น ความอ่อนล้า ความเครียด ความเจ็บป่วยเรื้อรัง ฯลฯ จะทำให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือน (ประจำเดือนเป็นหน้าต่างสุขภาพของสตรี)

          เส้นลมปราณตับติดขัด มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ตรงตามกำหนด ปวดประจำเดือน คัดหน้าอก (เกิดก้อนที่เต้านม) มีก้อนที่มดลูก ถ้าเกิดสะสมพลังอุดกั้นนาน ๆ จะเกิดไฟ ทำให้ประจำเดือนมีเลือดออกมากผิดปกติ


3. ทำให้ไอ หอบหืด

        ปกติตับเป็นธาตุไม้ ถูกควบคุมด้วยปอด ซึ่งเป็นธาตุทอง กรณีพลังตับมากเกินไปจนเกิดไฟจะเกิดปรากฏการณ์ตับข่มกลับปอด

         พื้นฐานอารมณ์เก็บกดทำให้บางครั้งเวลาเกิดไข้หวัด หรือขณะที่ไฟตับกำเริบอยู่ ผู้ป่วยจะมีอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ไอ หอบได้ง่าย
 

แนวทางป้องกัน รักษาอารมณ์โกรธ

       1. ใช้อารมณ์ควบคุมอารมณ์ เวลาโกรธพลังย้อนขึ้นบน ต้องทำให้ดีใจ ทำให้หัวเราะ เพราะดีใจทำให้พลังเคลื่อนตัวช้า ต้องหากุศโลบายให้หัวเราะ ทำให้ตกใจกลัว เพราะความกลัวทำให้พลังตกลงด้านล่าง เช่น เวลาคนสะอึก บางคนหลอกให้ตกใจ เพื่อดึงพลังลงล่าง ขณะคนกำลังโกรธ อาจสร้างเหตุการณ์ทำให้เขาตกใจกลัว อาการโกรธจะหายไป

       2. กินผัก ผลไม้สีเขียว รสเปรี้ยว สีเขียวเป็นอวัยวะตับ ผักสีเขียว ถั่วงอก ขึ้นฉ่าย กะหล่ำปลี ฯลฯ สามารถเข้าอวัยวะตับ รสเปรี้ยวจะดึงรั้งพลังตับไม่ให้มากเกินไป รสขมจะช่วยขับระบายความร้อนในตับได้

       3. การตะโกนเสียงดัง ๆ ออกเสียง ชวี จะเป็นการระบายพลังตับออกสู่ภายนอก

                      "ความโกรธทำลายคนอื่นและทำลายตัวเองเสมอ"

 
ที่มา: หมอสะกีนะฮฺ แพทย์แผนตะวันออก  (https://www.facebook.com/sakeena.tasneem/posts/390511241060856)

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย

อาหารไทยต้านมะเร็ง
ภูมิปัญญาอาหารไทยต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับคนป่วยและคนไม่ป่วย....อาหารที่กินได้ คงมีผลดีกับคนป่วยและคนไม่ป่วย

      เมนูภูมิปัญญาอาหารไทยโบราณ อาหารเป็นยา พริกแกงต่างๆ เป็นยา ........
          - แกงป่าหมูสับใส่กระชาย..
          - ผัดขิงเห็ดหูหนู..
          - ต้มยำน้ำใสโบราณ..
          - น้ำพริกเผ่า(มีงานวิจัยรองรับ)....
          - น้ำพริกกะปิ....
          - ผักต้ม มะระ มะเขือ ผักบุ้ง...
          - สะเดาน้ำปลาหวาน...
          - ปลาช่อนทอดปลาช่อนเผาเกลือ..
          - ปลาสลิดทอด 
          - ยำปลาสลิด..
          - ปลาซิวทอด..
          - ปลาเนื้ออ่อน..
          - ปลาหมอทอดน้ำปลา..
         - ผัดผักรวมมิตร..
         - ผัดเห็ดรวมมิตร เห็ดเข็มทอง เห็ดฟาง...
         - กระดูกหมูตุ๋นยาจีนเห็ดหอม...
        - ต้มมะระกระดูกอ่อน 
        - ต้มแสบกระดูกอ่อน...
        - ผัดกะเพราใส่ใบกะเพราะมากๆ...
        - ไข่ตุ๋น..
       - ผัดฉ่าปลาช่อน..
       - ผัดตั้งโอ้กุ๋ยฉายปลาช่อนทอด...
       - ผัดมะเขือใบโหระพา...
       - มะเขือยาวผัดใบโหระพา...
       - แกงส้มปลาช่อนทอด..
       - แกงส้มดอกแค..
       - แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายใส่มะเขือมากๆ....
       - ยำตะไคร้..
       - ยำถั่วพู...
      - เมี่ยงคำ..
      - ยำกุ้งแห้ง..
      - ข้าวต้มเครื่องใส่เห็ดหอม...
     - ผักบุ้งไฟแดง..
     - ผัดเห็นสามอย่าง..
     - ต้มยำเห็ดเปล่าๆ...
     - กุ๋ยฉ่ายขาวผัดเต้าหู้ ..
     - ต้มจือเต้าหู้หมูสับ..
     - ผัดเห็ดเข็มทองใส่เต้าหูเหลือง...
     - ข้าวต้มเครืองใส่เห็ดหอม ..
     - โจ๊กเห็ดหอม..
     - ผัดฝักทองใส่ไข่.ฯลฯ 
อาหารทุกอย่างห้ามใส่ผงชูรส..และถ้าทำเองได้ดีมากที่สุดเพราะเลือกวัตถุดิบมาทำยาได้มากที่สุด...พท.อส.(อาหารโบราณคือยารักษาโรค)
 
การรักษาโรคมะเร็ง
       การรักษาโรคมะเร็งแบบโบราณ ยาที่สลายเซลล์มะเร็ง ในตำรายาโบราณหลายๆ เล่ม พบว่า ยารักษามะเร็ง เป็นยาที่มักมี รสเมาหรือรสเมาเบื่อ สรรพคุณ รักษาพิษ แก้พิษ และตัวยาเองก็มีพิษ รักษาแบบพิษ ถอน พิษ พิษแก้พิษ ..........
       ตัวอย่างของยาที่รักษามะเร็ง ต้นนี้เป็นพืชวัตถุ ขอแนะนำ ....
         - หนอนตายอยาก ชื่อเป็นสัตว์แต่เป็นพืช .....
         -  สบู่เลือด เป็นพืช 
         -  ขันทองพยาบาท เป็นพืช เช่นกัน 
         - ทองพันชั่ง ก็พืช 
         - ข้าวเย็นทั้งสอง ก็พืช 
         - นวเคี้ยว เป็นสัตว์ 
         - กำมะถัน เป็นธาตุ
ที่มา:  แพทย์แผนไทย สุโขทัยธรรมาธิราช สุพรรณบุรี (https://www.facebook.com/poopraya?hc_location=stream)