ริดสีดวงทวารจากข้อมูลภายของนิตยสารหมอชาวบ้าน และ วิชาการ.คอม กล่าวว่า ริดสีดวงทวารจะมีอาการถ่ายอุจจาระออกเป็นเลือดแดงสดเป็นครั้งคราว โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย มักมีทั้งนี้อาจมีอาการกำเริบขณะท้องผูก หรือนั่งเบ่งถ่ายนานๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีอาการถ่ายเป็นเลือดรุนแรง
หรือเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ (เช่น ซีด ดีซ่าน ท้องบวม น้ำหนักลด
มีก้อนโผล่ออกมานอกทวาร) หรือพบในคนอายุมากกว่า ๔๐ ปี ก็ควรจะปรึกษาแพทย์
เพื่อหาสาเหตุที่ร้ายแรงอื่นๆ
ชื่อภาษาไทย ริดสีดวงทวาร
ชื่อภาษาอังกฤษ Hemorrhoids, Piles
สาเหตุ
ริดสีดวงทวาร เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพอง (ขอด) เป็นหัว แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ ทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราวอาจพบเป็นเพียงหัวเดียว หรือหลายหัวก็ได้
ถ้าเกิดจากหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังตรงปากทวารหนัก เรียกว่า ริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoid) ซึ่งอาจจะมองเห็นจากภายนอกได้ ถ้าเกิดจากหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้เยื่อเมือกที่อยู่ลึกเข้าไปในทวารหนัก เรียกว่า ริดสีดวงภายใน (internal hemorrhoid) ซึ่งจะตรวจพบเมื่อใช้กล้องส่องตรวจ
เหตุที่หลอดเลือดดำในบริเวณทวารหนักเกิดการปูดพองเป็นหัว มักเนื่องจากมีภาวะความดันสูงในหลอดเลือดดำจากสาเหตุต่างๆ เช่น การนั่ง หรือยืนนานๆ การเบ่งถ่ายอุจจาระ (เช่น ท้องผูก ท้องเดินบ่อย) น้ำหนักมาก ภาวการณ์ตั้งครรภ์ ไอเรื้อรัง เป็นต้น
นอกจากนี้ อาจพบว่าร่วมกับโรคในช่องท้อง เช่น ก้อนเนื้องอกในช่องท้อง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต ตับแข็ง เป็นต้น ภาวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดความดันสูงในหลอดเลือดดำจนกลายเป็นโรคริดสีดวงทวารได้
อาการ
ส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนักเป็นเลือดแดงสดเกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระอาจสังเกตว่ามีเลือดเปื้อนกระดาษชำระ หรือปนมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลเป็นหยดลงโถส้วม โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
บางรายอาจรู้สึกเจ็บที่ทวารหนัก และถ่ายอุจจาระลำบาก บางรายอาจมีอาการคันก้น
ถ้าริดสีดวงอักเสบ หรือหลุดออกมาข้างนอกอาจทำให้มีอาการปวดรุนแรงถึงกับนั่ง ยืน หรือเดินไม่สะดวก และคลำได้ก้อนนุ่มๆ สีคล้ำๆ ที่ปากทวารหนัก
ถ้ามีเลือดออกมาก หรือออกเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี อาจมีอาการซีด (หน้าซีด เปลือกตาและริมฝีปากซีด)
การแยกโรค
๑. แผลปริที่ปากทวาร (Anal fissure) จะมีอาการเจ็บปวดทันที่ทุกครั้งที่ถ่ายอุจจาระ และมีเลือดสดออกมาเป็นลายติดอยู่ที่อุจจาระ หรือเปื้อนกระดาษชำระ ส่วนน้อยที่ออกมาเป็นหยดเลือด บางรายอาจมีอาการปวดมากจนกลัวการถ่ายอุจจาระ (ทำให้มีอาการท้องผูก) บางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย โรคนี้บางครั้งแยกออกจากริดสีดวงไม่ได้ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยการตรวจร่างกาย จะพบว่ามีรอยแผลปริที่ปากทวารตามแนวยาว โดยเฉพาะตรงแนวกึ่งกลางของผนังทวารด้านหลัง
๒. ปลิงเข้าทวารหนัก จะมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด มักมีอาการหลังลงแช่น้ำในห้วย หนอง คลอง บึง
๓. เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนตัน (กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนตัน) ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบรุนแรง เป็นแผล หรือมะเร็ง ผู้ป่วยตจะมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดดำๆ (ไม่ใช่เลือดสดแบบริดสีดวงทวาร) และอาจมรอาการซีดร่วมด้วย ถ้าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารอาจมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง น้ำหนักลดร่วมด้วย
๔. ตับแข็ง จะมี่อาการถ่ายเป็นเลือดสดแบบริดสีดวงทวาร แต่จะมีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง) ท้องบวม อาจเห็นหลอดเลือดที่บริเวณหน้าท้องพองโต
๕. มะเร็งลำไส้ใหญ่ จะมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดแบบริดสีดวงทวาร แต่จะเป็นเลือดเรื้อรังเกือบทุกวัน บางคนอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเดิน หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย พบมากในคนอายุเกิน ๔๐ ปี ดังนั้น ผู้ที่มีอายุเกิน ๔๐ ปี หากมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดแบบริดสีดวงทวาร ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจให้แน่ชัด
การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยจากอาการบอกเล่าของผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ ในรายที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยจะมีสาเหตุร้ายแรงซ่อนเร้นอยู่ภายในลำไส้ใหญ่ ก็จะทำการตรวจพิเศษ โดยการใช้กล้องส่องตรวจทวาร หรือลำไส้ใหญ่ (Proctoscope, signoidoscope, colonoscope) บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่ด้วยการสวนแป้งแบเรียม (barium enema)
การดูแลตนเอง
เมื่อพบว่า มีอาการถ่ายเป็นเลือดสดเพียงเล็กน้อย โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาริดสีดวงทวาร ควรระวังอย่าให้ท้องผูก โดยการดื่มน้ำมากๆ และกินผักและผลไม้ให้มากๆ ถ้ายังท่องผูกให้กินยาระบาย เช่น ยาระบายแมกนีเซียอย่ายืนนานๆ หรือนั่งเบ่งอุจจาระนานๆ
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
๑. ถ่ายออกเป็นเลือดจำนวนมาก
๒. ถ่ายเป็นเลือดทุกวันเกิด ๗ วัน
๓. มีอาการเจ็บปวดที่ทวารหนัก
๔. มีก้อนโผล่ออกมานอกทวาร
๕. หน้าตาซีดเซียว
๖. น้ำหนักลด
๗. ดีซ่าน หรือท้องบวม
๘. พบในคนอายุมากกว่า ๔๐ ปี
๙. มีความวิตกกังวล
การรักษา
เมื่อตรวจพบว่าเป็นริดสีดวงทวาร แพทย์จะให้การรักษาตามลักษณะความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นเพียงเล็กน้อย จะแนะนำการปฏิบัติตัวต่างๆ (ระวังอย่าให้ท้องผูก หลีกเลี่ยงการนั่งเบ่งถ่ายนานๆ) และถ้าท้องผูกมาก ก็จะให้ยาระบาย
ถ้ามีอาการปวดที่ริดสีดวงเนื่องจากมีการอักเสบ แพทย์จะให้ยาบรรเทาปวด แนะนำให้นั่งแช่ก้นในน้ำอุ่นจัดๆ วันละ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละ ๑๕-๓๐ นาที และใช้ยาเหน็บริดสีดวงทวารวันละ ๒-๓ ครั้ง จนอาการบรรเทา (ปกติใช้เวลาประมาณ ๑๐ วัน)
ในรายที่มีภาวะซีดร่วมด้วย แพทย์จะให้ยาบำรุงเลือด เช่น ยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟต
ถ้าหัวริดสีดวงหลุดออกมาข้างนอก แพทย์จะใส่ถุงมือใช้ปลายนิ้วชุบวาสลีนหรือสบู่ให้หล่อลื่นแล้วดันหัวกลับเข้าไป
ในรายที่เป็นมาก (เช่น มีเลือดออกบ่อย เจ็บปวดบ่อย) อาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาเข้าที่หัวริดสีดวงให้ฝ่อ หรือใช้ยางรัดให้หัวริดสีดวงฝ่อ หรือรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ถ้าไม่ได้ผล อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อน
ถ้ามีอาการถ่ายเป็นเลือดเรื้อรัง อาจทำให้เกิดภาวะซีด (โลหิตจาง)
การดำเนินโรค
ผู้ที่เป็นริดสีดวงทวาร มักมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว เมื่อมีการเบ่งอุจจาระ เช่น ขณะท้องผูก หรือท้องเดิน ส่วนใหญ่มักจะไม่มีความรุนแรง แต่จะเป็นๆ หายๆ น่ารำคาญ หรือทำให้รู้สึกวิตกกังวล
เมื่อได้รับการรักษาด้วยวิธีพิเศษ เช่น การฉีดยา การใช้ยางรัด การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ การผ่าตัด ส่วนใหญ่มักจะหายขาด ส่วนน้อยอาจมีหัวริดสีดวงเกิดขึ้นใหม่ และมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดได้อีก
การป้องกัน
๑. ระวังอย่าให้ท้องผูก ด้วยการดื่มน้ำมากๆ กินผักและผลไม้ให้มากๆ และออกกำลังกายเป็นประจำ
๒. หลีกเลี่ยงการนั่งเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ
ตำรับยาสมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร จากคัมภีร์"หฤศโรค"หรือคัมภีร์ริดสีดวง มีดังนี้
1 ไพล หนัก 10บาท
2 มะขามเปียก หนัก 10 บาท
3 ยาดำ หนัก 10 บาท
4 เกลือ หนัก 10 บาท
5 ดีเกลือ หนัก 10 บาท
6 ขมิ้นอ้อย หนัก 5 บาท
7 เกลือสินเธาว์ หนัก 5 บาท
8 มหาหิงค์ หนัก 5 บาท
9 พริกไทย หนัก 5บาท
10 เพชรสังฆาต หนัก 10 บาท
วิธีทำสมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร บดละเอียด ปั้นลูกกลอนกิน ขนาดเท่าเม็ดพุทรา
ขนาดรับประทาน ครั้ง3-4เม็ด หลังอาหารเย็น
สรรพคุณ แก้ริดสีดวงลำไส้ ทานข้าวได้ แต่ไม่มีแรง ปวดมวนในท้อง ธาตุพิการ อุจจาระออกมาโดยไม่รู้สึกตัว
นอกจากการกินยาแล้ว ต้องงดของแสลง เช่น หน่อไม้ เนื้อสัตว์ดิบๆเช่นลาบเลือด ของหมักดอง สุรา เบียร์ พักผ่อนให้เพียงพอ
ที่มา: Thara Massage ธารา นวดไทย
"กระษัย" แปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ชื่อโรคตามตำราแพทย์แผนโบราณว่า
ทำให้ร่างกายทรุดโทรม มีอาการผอมแห้งตัวเหลืองเท้าเย็น
"กระษัย" ในความหมายทางการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า โรคที่บังเกิดแก่มนุษย์ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม
ซูบผอม สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้มีเหตุมาจาก
เป็นโรคหรือไข้อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งทำลายสุขภาพให้เสื่อมโทรมไปทีละน้อย (โรคหรืออาการเรื้อรังทุกชนิด)
หรือเนื่องจากมีอาการปรากฎไม่ชัดเจน เป็นๆหายๆ บางทีรักษาบางทีไม่รักษา
บางทีรู้ว่าเป็นแต่ไม่รักษา บางทีไม่รู้ว่าเป็นจึงไม่รักษา
สืบจากไม่มีอาการใดรุนแรง
อาการปรากฎภายนอกว่าเข้าเขตกระษัยตามคัมภีร์ "กระษัย"ว่าไว้เป็นดังนี้
๑ มีอาการผอมแห้งแรงน้อย หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือมีอาการอ่อนระโหยโรยแรงบ่อยครั้งโดย
ไม่มีเหตุอันควร กินเท่าไรก็ไม่อ้วน
๒ โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง เลือดน้อย หรือไอเป็นเลือดออกมา
๓ ปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกายและกล้ามเนื้อ ไม่มีกำลังบางครั้งชาตามปลายมือปลายเท้า
กล้ามเนื้อชักหดและลีบลง
๔ หนักแน่นตามเนื้อตามตัว ไม่สบายเนื้อตัว ขัดแข้งขัดขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก กินไม่ได้นอนไม่หลับ
ยอกเสียวที่หัวอกและชายโครง
๕ มีเหงื่อออกมากตามฝ่ามือฝ่่าเท้า หรือมีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน มีอาการสะท้านร้อนสะท้อนหนาว
เป็นคราวๆ ท้องมักผูกเป็นประจำ
๖ ปัสสาวะเหลือง ปัสสาวะขัด ปัสสาวะกระปริบกระปรอย
๗ บางคนผิวหนังตกกระตามร่างกาย
จากอาการปรากฎนี้ มีเหตุเนื่องจากสภาวะกระษัยที่โบราณแบ่งออกเป็น ๑๘
เหตุแห่งกระษัยนั้นโดยจะขอแจกแจงแบบย่อๆให้เข้าใจง่ายๆดังต่อไปนี้
๑ กระษัยล้น (แผนปัจจุบันว่าความเครียดลงกระเพาะ) แผนไทยว่ามักเกิดแต่ลางคนที่วิตกกังวลเป็นนิจ
ทำให้ตับร้อนผลิตน้ำดีออกเป็นน้ำย่อยมาก ที่ล้นคือน้ำย่อยล้น เกิดกรดมากในกระเพาะอาหาร มีไอร้อนจาก
กรดเกิดขึ้นเรียก "กำเดาย่อยกำเริบ" เกิดลมตามมาแดกขึ้นบน ทำให้จุกอกจุกคอ แดกลงล่างทำให้ปวดท้องน้อย
จนถึงหัวเหน่า
เหตุแห่งการเกิดกระษัยล้น คิดมากวิตกกังวลบ่อย,ชอบกินอาหารหมักดอง,หิวไม่กิน กินไม่หิว,อายุมากขึ้น
๒ กระษัยราก มีอาการมักอาเจียรลมเปล่า ท้องอืดเฟ้อ ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตัวทั่วกาย เกิดแต่กำเดาย่อย
กำเริบ เมื่อนั้นลมร้อนเกิดตามแล้วดันขึ้นบนจนอาเจียรลมเปล่า ลางทีลมวิ่งเข้าไปตามเส้นทั่วกาย ปวดขัดไปทั่วตัว
เหตุแห่งการเกิดกระษัยราก ชอบทานอาหารรสเผ็ดร้อนมากเกินไป,ชอบกินของหมักดอง,ชอบกิน
เครื่องในสัตว์,ชอบกินของดิบของคาว
๓ กระษัยเหล็ก เกิดลมเสียดลงท้องน้อยจนถึงหัวเหน่า ขยับตัวเมื่อใดยิ่งเสียดมากขึ้นๆ จะกินก็ไม่ลงเพราะ
ลมอยู่เต็มท้อง บางครั้งลมวิ่งถึงยอดอกทำให้จุกอก
เหตุแห่งการเกิดกระษัยเหล็ก จากการทำงานหนักเรื้อรัง หิวไม่กิน กินไม่หิว หรือเกิดจากกินของผิดสำแดง
บ่อยครั้งเกิดตะกรันสะสมเป็นผลึก แล้วลมพัดพาไปทิ่มแทงอวัยวะน้อยใหญ่ในช่องคูถเกิดภาวะอักเสบ ลมที่เกิด
นั้นจะแผ่ในช่องท้องแข็งดุจเหล็ก จะพัดขึ้นบนลงล่างได้หมด
จะเห็นได้ว่ากระษัยทั้งสามเกิดเพราะลมมากระทำ ทำให้ล้นให้รากให้เหล็ก ซึ่งลมที่มากระทำนั้นเกิดแต่กำเดา
คือความร้อนเป็นเหตุตั้งต้น เหตุที่มาแห่งความร้อนเกิดเพราะ
๑ อ. อารมณ์ ความเครียด วิตกกังวล คิดมาก ฟุ้งซ่าน โกรธ เกลียด เสียใจ ผิดหวัง โลภ อิจฉา อารมณ์ทางใจ
ก็ให้เกิดความร้อนทางกาย เกิดต่อเป็นลมในที่สุด
๒ อ. อาหารก่อกระษัย
ชอบกินของหมักดอง หน่อไม้ดอง,ปลาร้าดิบ,นมเปรี้ยว,ผักดอง แล้วไปดองต่อเนื่องแต่เหตุที่ย่อยไม่หมด
สะสมอยู่ในลำไส้จนเกิดความร้อนเกิดลมตามมา
ชอบกินของดิบ ของคาว สกปรกเรียกกินอาหารผิดสำแดง กินมากในประเทศสมุหฐานร้อน กลายเป็น
ของเสียสะสมเกิดการหมักต่อในไส้เกิดความร้อนตามมา เกิดลมเป็นที่สุด
น้ำย่อยออกมาเมื่อหิวแต่ไม่กิน แต่ไปกินตอนน้ำย่อยไม่ออกมาซึ่งไม่หิว ทำบ่อยเข้าๆเกิดภาวะความเสื่อม
ไปของระบบการย่อยอาหาร อาหารย่อยไม่หมดเกิดเป็นตะกรันเกิดกำเดาเกิดลม
๓ อ. อาชีีพ ทำงานหนักใช้ตัวเองเปลือง,เครียด,หิวไม่ได้กิน ไปกินเมื่อไม่หิว,หาอะไรก็ได้กินอ้างหาง่ายกินง่าย
กินเร็ว เหตุดังนั้นก่อให้เกิดกำเดาและเกิดลมเป็นที่สุด
๔ อ. อริยาบท ชอบนั่งชอบนอน กินแล้วนั่งกินแล้วนอน เคลื่อนไหวร่างกายน้อย กำเดาย่อยหย่อนอาหาร
ย่อยไม่หมดเกิดการสะสมมากเข้า จากหย่อนกลับเป็นกำเริบ เกิดลมตามมาเป็นที่สุด
๕ อ. อากาศ ในประเทศสมุหฐานร้อนมักเจ็บป่วยด้วยโรคทางลมเป็นพื้น ยิ่งร้อนมากลมยิ่งมาก หากเกิด
แต่ธาตุเจ้าเรือนที่ไฟหรือลม กระษัยยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วด้วยมีตัวหนุนจากธาตุเจ้าเรือนเกิดเป็นพื้นอยู่แล้ว
๖ อ. อายุ เข้าปัจฉิมวัย ลมกำเริบประการหนึ่ง อวัยวะเสื่อมไปตามอายุประการหนึ่ง
หากทำเหตุตามกล่าวข้างต้นมากเข้าๆ ความเสื่อมความชำรุดจะบังเกิด เกิดเป็นกระษัย เมื่อเกิดแล้วหมอไทย
มีวิธีบำบัดอาการดังนี้
รุ กำเดาด้วยยาเขียว,ยาขม,น้ำกระสายยารสเย็น เพื่อผ่อนกำเดา
ลมในไส้-นอกไส้ ด้วยยารสร้อนเช่น ธาตุบรรจบ เพื่อผ่อนลม
ระบบขับถ่าย นำตะกรันนำอาหารเก่าออก เพื่อทำความสะอาดระบบการย่อยอาหาร
ล้อม หากปวดเมื่อยตามตัว ใช้ยาสหัสธารา เพื่อผ่อนลมในเส้น
หากมีอาการลมตีขึ้นบน ให้ยาเทพจิตร เพื่อผ่อนลมบนลงล่าง
หากมีลมแน่นเข้าอกเข้าคอ ให้ยาทิพโอสถ เพื่อผ่อมลมแน่นลงล่าง
รักษา ตำรับยารักษากระษัยแต่ละชนิด
ยาแก้กระษัยล้น เปลือกต้นงิ้วเผา(ได้ด่าง),เปลือกลูกสำรองเผา(ได้ด่าง),ผักโหมหนามเผา(ได้ด่าง)
มะกรูดหมกไฟ,ชะมดเช็ด,ลูกพิลังกาสาคั่วกับใบเตยหอม,เมล็ดฝ้ายคั่วกับใบเตยหอม,ขี้ไต้ของต้นเสม็ด
สมอร่องแร่ง ทั้งหมดสิิ่งละ ๑ ส่วน,พริกไทยร่อน ๑๗ ส่วน
วิธีทำ บดเป็นผง
วิธีใช้ ใช้น้ำมะกรูดเป็นกระสาย ผสมผงยา1 ช้อนชาครึ่งลงละลายเติมน้ำอุ่นนิดแล้วดื่ม
หลังอาหารทันทีทุกมื้อ
ยาแก้กระษัยราก กระเทียม,สี่สหาย(ลูกจันทน์,ดอกจันทน์,กระวาน,กานพลู)ลูกสวาด,ลูกกระเบา,สะค้าน
รากเจตมูลเพลิง,รากช้าพลู,ดีปลี ทั้งหมดสิ่งละ ๑ ส่วน
วิธีทำ บดเป็นผง
วิธีใช้ ใช้น้ำร้อนเป็นกระสายผสมผงยา 1 ช้อนชาครึ่งลงละลาย หลังอาหารทันทีทุกมื้อ
ยาแก้กระษัยเหล็ก ยาสนั่นไตรภพ
ใบกระเพราสด,ใบแมงลักสด,ใบผักเสี้ยนผีสด,กระชายสด,กัญชาสด,พริกไทยสด,ขิง
สด,หอมแดง,หญ้าไซสด,ลูกคัดเค้าสด,เกลือแกงเจือน้ำ
ทั้งหมดตำเอาน้ำให้ได้สิ่งละ ๑ ทะนาน แล้ว
นำไปหุงกับน้ำมันงา ๑ ทะนาน ส่วนน้ำยาจะค่อยๆระเหยออกคงไว้แต่น้ำมันเท่านั้น เอาน้ำมันที่ได้ มาผสมกับ
ผงสี่สหาย,เทียนดำ,เทียนขาวและการบูร น้ำหนักสิ่งละ ๑ บาท
วิธีใช้ เอาน้ำมันผสมชื่อสนั่นไตรภพ มาทาท้องแล้วโกยไปมา สักสามวันจนท้องเหล็กนิ่มลง
จึงให้กินผสมกับน้ำอุ่นอีกสามวัน หายแล
จบตอนที่๑/๑ ตอนหน้า๑/๒กระษัยจุก,กระษัยท้น,กระษัยเสียด
ที่มา: คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)