วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

การรักษาโรคเก๊าต์ด้วยการแพทย์แผนไทย

     


       โรคเก๊าท์ คือ โรคที่เกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะได้ดีพอ จึงมีกรดยูริคตกค้างอยู่ในเลือดสูงและเกิดการตกผลึกเรียกว่า “ผลึกยูเรท”  โดยผลึกยูเรทนี้จะไปฝังตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยเฉพาะที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า และบริเวณข้อต่อต่าง ๆ ทำให้เกิดการอักเสบก็จะมีอาการปวดบวมแดงร้อน
 

         กรดยูริคเกิดจากร่างกายผลิตขึ้นเองประมาณร้อยละ 90 อีกประมาณร้อยละ 10 เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารเพียวรินสูง โดยอาหารที่มีสารเพียวรินสูงอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้น สำหรับอาหารที่มีสารเพียวรินสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ทุกชนิด สัตว์ปีก แมลงทุกชนิด ของหมักดอง ขนมจีน ผลไม้ดอง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ยอดผักต่าง ๆ เช่น ชะอม หน่อไม้ ยอดมะพร้าว ยอดหวาย เป็นต้น
 

         โรคเก๊าท์ในทัศนะแพทย์แผนไทย เกิดจากการที่ไตเสื่อมสภาพไม่สามารถ ทำหน้าที่ตามปกติ ตามทฤษฎีแพทย์แผนไทย เมื่อเริ่มเข้าสู่ปัจฉิมวัย (อายุ 32 ปี ขึ้นไป) ร่างกายจะค่อย ๆ เสื่อมลง (รวมถึงไตด้วย) ส่วนจะเสื่อมช้าหรือเสื่อมเร็วมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยและวิถีการดำเนินชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
 

สาเหตุใดทำให้ไตเสื่อมเร็ว
       1. การมีเพศสัมพันธ์มากเกินควร ไตจะเสียพลังมากและอ่อนแอลงเร็วกว่าปกติ
       2. ทำงานหนักเกินกำลังเป็นประจำ เช่น ยกของหนัก นั่งขับรถนาน ๆ ใช้สมองครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ หนักมากเกินไป (เครียด)
          3. พักผ่อนน้อยไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูร่างกาย ถึงเวลานอนไม่ได้นอน ถึงเวลากินไม่ได้กิน
          4. เคยประสบอุบัติเหตุกระทบกระแทกและเกิดบาดเจ็บบริเวณไต
          5. มีโรคประจำตัวเรื้อรัง และได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมี ในการรักษาโรคยาวนาน เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ เป็นต้น
          6. รับประทานอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนเป็นประจำ เช่น ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในพืชผักผลไม้ ฮอร์โมนต่าง ๆ ที่สะสมในเนื้อสัตว์ อาหารทะเลที่แช่ฟอร์มาลิน สารโซเดียมที่ผสมอยู่ใน ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผงชูรส ผงฟู อาหารรสจัด รสเค็ม อาหารและเครื่องดื่มที่ผสมสี กลิ่น และรสสังเคราะห์ เป็นต้น
         7. ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นประจำ
         8. กรรมพันธุ์
 

     การจะรักษาโรคเก๊าท์ให้หายขาด จึงจำเป็นต้องทำการฟื้นฟูไต ให้กลับมาแข็งแรง และมีสมรรถภาพในการขับกรดยูริคได้ดีเหมือนเดิม การแพทย์แผนไทยมีกระบวนการรักษาโรคเก๊าท์ ดังนี้
          1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุทำให้ไตเสื่อม
          2. ใช้ตำหรับยาสมุนไพรในการถ่ายเส้นถ่ายพิษในกระดูก (ยารุ)
          3. ใช้การประคบ อบ แช่ หรือพอกด้วยสมุนไพรบริเวณข้อเพื่อบรรเทาอาการปวด (ยาล้อม)
          4. ใช้ตำหรับยาสมุนไพรทีมีสรรพคุณในการขับกรดยูริคออกจากร่างกายควบคุมกรดยูริคในเลือดให้เป็นปกติ (ยารักษา)
           5. ใช้ตำหรับยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำรุงไตเพื่อช่วยฟื้นฟูไตให้คืนสภาพปกติ (ยาตัดราก)
 

        ขณะทำการรักษาเมื่อไตเริ่มฟื้นฟูและเริ่มมีกำลังขึ้นมาก็จะทำการขับกรดยูริคที่สะสมอยู่ตามข้อต่อต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะเกิดอาการเจ็บปวดตามข้อขึ้นมาเหมือนโรคกำลังกำเริบ ช่วงนี้ต้องอดทนเอาหน่อย อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ โดยจะเป็นอยู่ประมาณไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ เมื่อกรดยูริคตามข้อลดลงจนเป็นปกติ โรคก็หายขาดได้ และเมื่อหายแล้วก็สามารถรับประทานอาหารได้ทุกประเภท แต่ก็ต้องบำรุงรักษาไตให้ดีอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นโรคเก๊าท์ก็อาจจะกลับมาเยือนอีกได้

ที่มา: วัลลภ เผ่าพนัส
แพทย์แผนไทย บ.ภ. พท.ว. พท.น.
ประธานสมาพันธ์การแพทย์แผนไทยล้านนา

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ตอนที่๑/๒ กระษัย สภาวะแห่งความเสื่อมไปของร่างกาย

กระษัยจุก กระษัยท้น กระษัยเสียด

กระษัยทั้งสามเกิดแต่เหตุดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ ๑/๑ คือเหตุเกิดแห่ง อารมณ์,อายุ,อาชีพ,อริยาบท
อาหาร และอากาศ ซึ่งได้กล่าวไว้ถึงสาเหตุแห่งการเกิดโรคตามคัมภีร์สมุหฐานวินิจฉัยนั่นเอง นอกจากนั้น
ยังกล่าวไว้ในคัมภีร์ธาตุวิวรณ์,คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์ควรทบทวนทำความเข้าใจเพื่อนำมาเข้าใจในคัมภีร์
กระษัย
 
หัวใจแห่งกระษัย
กระษัย เกิดแต่เหตุ นำมาซึ่งกำเดา กำเดานำลมให้เกิด ลมนั้นไปกระทำให้เกิดอาการต่างๆ อาการที่ต่างกัน
แยกเป็นกระษัยต่างที่กัน แต่เหตุที่เกิดเดียวกัน

กระษัยจุก ตำแหน่งอาการเริ่มอยู่ที่ช่องท้องกระทำให้จุกท้อง ลมเข้าไส้ใหญ่ไส้น้อยจนพองขึ้น เหมือนสูบลมเข้ายางในจักรยาน เมื่อจุกท้องแล้วจะเกิดแรงดันต่อขึ้นบนให้จุกอกเลยขึ้นไปอีกให้จุกคอ อาการจุกเป็นอาการอัดอั้นไม่ออก อึดอัดในท้อง ในอก ในคอ เมื่อถึงคอกลืนก็ไม่เข้าคายก็ไม่ออก ปิดระบบทางเดินหายใจเข้าออกมิได้
เป็นอาการอันตราย ลางทีลมจากท้องที่ดันขึ้นอกขึ้นคอนำพาน้ำย่อยขึ้นไปด้วยเกิดอาการเรอเหม็นเปรี้ยวหรือ
กรดไหลย้อน เป็นมากเข้าน้ำย่อยไปกัดไปกล่อนที่ระบบศอเสลด เกิดต่อเป็นทอมซิลอักเสบ เกิดเป็นไทรอยด์
ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม ติดเชื้อง่ายป่วยง่าย นอกจากนั้นลมที่ดันขึ้นบนนำเลือดให้ไหลย้อนขึ้นบนด้วยเป็นภาวะ
ความดันโลหิตสูง ลางที่นำไขมันขึ้นไปอุดบนศีรษะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตได้
น้ำมันนวดแก้กระษัยจุก ใช้สมุนไพรสดดังนี้ ขอบชะนางทั้งสอง,เอื้องเพ็ดม้า,ผักเสี้ยนผี,เปลือกกุ่มทั้งสอง
,กระเทียม,หอมแดง,เปลือกทองหลางใบมน,กระทือ,พริกไทย,ใบคนทีสอ,เปลือกมะรุม,หญ้าไซ,กระพังโหมทั้ง
สอง มาตำคั้นเอาแต่น้ำให้ได้สิ่งละทะนานผสมเข้าด้วยกัน เติมน้ำมันงาอีกหนึ่งทะนาน นำขึ้นไฟหุงให้เหลือแต่น้ำมัน
เอาน้ำมันที่ได้มาผสมกับ สี่สหาย,เทียนทั้งสอง,ดีปลี,มหาหิงค์สะตุ,การบูร ทั้งหมดตำละเอียดลงละลายน้ำมัน
วิธีใช้ ทาน้ำมันที่ได้บนแผงอกแผงท้อง แล้วนวดรีดจากบนลงล่าง สักสามวัน จากนั้นให้เอาน้ำมันเจือกับน้ำอุ่น
จิบกินหลังอาหารทุกมื้อสักสามวัน จากนั้นให้ปรุงยาตัดรากกระษัยจุก
ยาตัดรากกระษัยจุก เนาวหอยเผา(หรือเท่าที่หาได้) น้ำหนักสิ่งละ ๑ ส่วน ได้ขี้เถาด่าง ไปผสมกับเหง้าขิง
แห้งบดหนัก ๒ สลึง,ดีปลีบดหนัก ๑ บาท,พริกไทยร่อนบดหนัก ๑บาทสองสลึง ใช้น้ำมะกรูดหมกไฟเป็นกระสายยา
ผสมยาครั้งละ ๑ ช้อนชาเจือน้ำอุ่น หลังอาหารทุกมื้อ ขับลมในไส้-นอกไส้,ลมแน่นเข้าอกเข้าคอ,ขับลมในเส้น,
ขับลมในโพรงกระดูก,ขับปัสสาวะ,รู้ซึ่งกระจายเลือดลม,ทำให้เส้นเอ็นหย่อน,และขับของเสียออกทางคูถเสมหะ

กระษัยท้น ตำแหน่งของอาการจะเกิดขึ้นเมื่อกินอาหารเข้าไปน้ำย่อยหลั่งออกมาระบบย่อยเริ่มทำงาน
เกิดกำเดาย่อย เกิดลมในไส้นอกไส้ตามมาลอยเข้ากระเพาะจนลอยขึ้นไปดันชายโครง แน่นชายโครง ทำให้หายใจไม่ออก เมื่อเป็นนานเข้าเกิดโรคถุงน้ำดีอักเสบ,นิ่วในถุงน้ำดี,นิ่วในท่อส่งน้ำดี
ยาแก้กระษัยท้น พริกหอม,พริกหาง,ลูกจันทน์,ลูกกระวาน,คราม สิ่งละ ๑ เฟื้อง เทียนทั้งห้า
โกฎทั้งห้า,เปล้าทั้งสอง สิ่งละ ๑ สลึง บอระเพ็ด,หัวแห้วหมู,ขมิ้นอ้อย,ลูกพิลังกาสา,รากไคร้เครือสะตุ สิ่งละ
๑ บาท,กัญชา ๒ สลึง,ดีปลี ๑ บาท,สหัสคุณเทศ ๑ ตำลึง,ใบกระเพราแห้ง ๒ ตำ
วิธีทำ นำสมุนไพรมาบดรวมกันเป็นผง วิธีใช้ ลงละลายครั้งละ๑ช้อนชาในน้ำมะกรูดผสมน้ำอุ่น
กินหลังอาหารทันทีทุกมื้อ
หากมีอาการนิ่วร่วม ให้กินยาตัดรากกระษัยจุกก่อนอาหาร ยากระษัยท้นหลังอาหาร

กระษัยเสียด ตำแหน่งของอาการเป็นสองแห่ง ถ้าลมนั้นขึ้นบนจะเสียดชายโครงทั้งสองข้าง ถ้าลงล่าง
จะเกิดลมตะคริวลงขาลงเท้า ต่างกันกับกระษัยที่กล่าวมาทั้งหมดแต่ตอนที่ ๑/๑ - ๑/๒ คืออาการตะคริวลง
ล่างคือมีสองอาการร่วมกัน
ตำรับยาประจุกระษัยเสียด สี่สหายสิ่งละสองส่วน,เบญจกูลสิ่งละสองส่วน,พริกไทย,มะตูมอ่อน,แห้วหมู,
บอระเพ็ด,ลูกพิลังกาสา,ลูกสลอดสะตุแล้ว สิ่งละสองส่วน,กรุงเขมา ๓ ส่วน,รากไคร้เครือสะตุ ๙ส่วน
วิธีทำ นำสมุนไพรมาบดละเอียดเป็นผง วิธีใช้ ลงละลายในน้ำมะกรูดผสมน้ำอุ่น ครั้งละ ๑ ช้อนชา
กินหลังอาหารทันทีทุกเวลา
ใช้น้ำมันนวดแก้กระษัยจุก นวดรีดเส้นขาถึงเท้า เพื่อมิให้เป็นลมตะคริว

เมื่ออาการของกระษัยดังกล่าวรวมถึงกระษัยในตอนที่ ๑/๑ ดีขึ้นแล้วให้แต่งยาดังนี้
ตำรับยาครอบกระษัย ๗ จำพวก
แก่นสน,รากคัดเค้า,รากขี้เหล็ก,รากแสมสาร,มะคังทั้งสอง,จำปา,กระดังงา(ใบและราก),ลูกพิลังกาสา,
หมูเครือ,เจตมูลเพลิง,หญ้าไซ,เอื้องเพ็ดม้า,สะค้าน,รากเข้าสาน,รากมะดูกทั้งสอง,รากสหัสคุณเทศ,หอม,
รากถั่วแปปผี,รากตาเสือ,รากคันทรง,รากมะเกลือ,รากมะรุม,กุ่มบก,ทองหลาง,บอระเพ็ด,พริก,ขิง,กระทือ,
กระเทียม,กระชาย,ไพล,ผิวมะนาว,ผิวมะกรูด ส่วนเสมอ
วิธีทำ บดหยาบห่อด้วยผ้าขาวบาง ดองในน้ำผึ้ง ๗ วัน วิธีกิน ๑ช้อนโต๊ะชงกับน้ำอุ่น ดื่มเช้า-เย็น
สรรพคุณ ครอบกระษัย ๗ จำพวก,ฟอกระบบเสมหะทุกระบบ,ปรับสมดุลธาตุไฟ,กระตุ้นการทำงานของระบบ
วาตะ,รุตะกรันที่อยู่ตามอวัยวะน้อยใหญ่,ขับตะกรันในโลหิต

สำหรับการรุและล้อมของกระษัยทั้งสามชนิดดังกล่าวข้างต้น ให้รุล้อมเช่นเดียวกับกระษัยในตอนที่ ๑/๑
แล้วจึงต่อด้วยยารักษา และยาครอบเป็นสุดท้าย
จบตอนที่ ๑/๒ แต่เพียงนี้ ในตอนหน้า ๑/๓ เป็นตอนของกระษัย ๓ ปลา (ปลาไหล,ปลาหมอ,ปลาดุก)
  
ที่มา: คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

น้ำต้อย

      น้ำต้อย คือ น้ำที่เกิดจากขบวนการหมักให้ได้ข้าวหมากนั่นเอง คนสมัยนี้มีนมเปรี้ยว คนสมัยก่อนมีน้ำต้อย นำมาผสมกับน้ำอ้อยสด รสชาติหอมหวานอร่อยได้ทั้งกลิ่นสัมผัสและรสสัมผัส แถมคุณประโยชน์มากมายกว่านมเปรี้ยวยิ่งนัก หากเอาดินสอพองสะตุแล้วไปละลายในน้ำต้อย ผสมอีกนิดด้วยเปลือกต้นกระแจะ(ทานาคา)บดละเอียด กลายเป็นวิตามินบำรุงผิว ทำให้หน้าใสผ่อง
     เราสามารถนำข้าวหมาก,น้ำต้อยมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยได้ เช่นนำไปทำไอศครีม,สมูตตี้,เครื่องดื่มสุขภาพ,Cake,
คุกกี้ ฯลฯ
    คนสมัยก่อน กินข้าวหมากขาวในหน้าร้อน ข้าวหมากข้าวเหนียวดำในหน้าหนาว กินแนมกับข้าวเหนียวตัด จิบล้างปากด้วยชาชงข้าวเหนียวดำกับใบเตยหอม รสชาติอร่อยลิ้น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ครบรส เต็มไปด้วยสรรพคุณทางยาเพื่อสุขภาพ คนสมัยนี้คงจินตการถึงรสชาติอันละเมียดละไมกลมกล่อมแบบนี้ไม่ออกเด็ดขาด
    แต่ของกินดีดีแบบนี้สมัยนี้คงหายาก เพราะไม่มีคนทำขาย จะทำเองก็ลำบากถึงทำขาย คนเดี๋ยวนี้คงกินกันไม่เป็นไม่ถูกปาก สู้ของกินจากวัฒนธรรมตะวันตกไม่ได้ สักวันของเหล่านี้ก็จะสูญไปสิ้นไป หรือไม่ชาวต่างชาติอาจมาเรียนรู้ แล้วเอาไปพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นสินค้ากลับมาขายเรา ที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาเอง หรือไม่ก็เอาไปจดลิขสิทธิ์ อีกหน่อยคงต้องขออนุญาติเขาก่อนมาทำข้าวหมากของเราเองอะไรก็เป็นไปได้ในยุคการค้าไร้พรมแดนกลับมาหาภูมิปัญญาของพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรากันเถอะ ช่วยกันทำให้เกิดใหม่ในยุคของเรา มาพัฒนาต่อยอดภูมิรู้ของเราเองก่อนที่คนอื่นเขาจะมาเอาไป แล้วทำให้เป็นรูปธรรม ให้ทันต่อเวลาที่ผ่านเลย
     เรามีอาหารไทย,การนวดไทย,มวยไทย,ที่คนทั้งโลกรู้จัก ทั้งๆที่เราเป็นเพียงประเทศเล็กๆ สำแดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของบรรพบุรุษเรา ยาไทย หมอไทย ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่เราลืมสิ่งเหล่านี้ไปเสียแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ยังใส่ใจหันกลับมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และเป็นความตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่ยัง ความรู้ให้กับทุกคน เพื่อให้หมอไทย ยาไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับ ซึ่งไม่เคยคาดหวังทั้งโลกใบนี้ ขอเพียงแค่ให้คนไทยยอมรับ และหันกลับมามองหมอไทย ยาไทย เหมือนที่ครั้งหนึ่งการแพทย์ไทยดั้งเดิม คือการแพทย์หลักของชาติ มาช่วยกันสร้างความสถาพรให้กับการแพทย์ไทยกันเถอะ ใครจะเห็นคุณค่าของไทยได้ดีกว่าคนไทยด้วยกันเอง
       พูดเรื่องข้าวหมากกลับมาเป็นเรื่องนี้ได้อย่างไรไม่ทราบ แต่คิดว่าคงเป็นความกลัว กลัวภูมิรู้ของชาติจะหายไป ด้วยคนไทยเองยังลืม
ที่มา:  Komson Dinnakorn Na Ayuddhaya

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

วิืธีในการสังเกตุ ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง


วันนี้ ผมจะมาแนะนำวิธีในการสังเกตุ ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง เพื่อให้หมอนวดมีภูมิความรู้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าค้นเจอในหนังสือ เห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาบอกพวกเรา ช่วยกันแชร์ก็ดีครับจะได้ความรู้ทั่วๆกัน เพราะผมไม่เคยเจอเรื่องนี้มาก่อน เอาครับมาอ่านกัน
    จะว่าไปแล้วอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเกิดทันทีหรอก ธรรมชาติเปิดโอกาสให้ก่อนเสมอ คือมีอาการเตือนล่วงหน้า สุดแต่ผู้ถูกเตือนจะเอาใจใส่หรือไม่เท่านั้น อาการเตือนของอัมพฤกษ์-อัมพาตมีดังต่อไปนี้
    1 ปวดถ่วงๆที่ข้อมือ-ข้อเท้าทั้ง2ข้าง เรียกว่าปวดจนรำคาญเชียวล่ะ แก้ไขได้โดยมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เลือดลมเดินสะดวกดีจึงค่อยยังชั่ว ยาแก้ปวดก็พอใช้ได้
    2 ปวดศีรษะมาก มักปวดตุ๊บๆ และปวดบริเวณท้ายทอย เป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของความดันโลหิตสูง
    3 เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว หนักแข้งหนักขา ไม่อยากลุกจากที่นอน
    4 อยู่ดีๆ เกิดพูดไม่คล่องเสียแล้ว แถมพูดไม่ชัดโดยเฉพาะคำซ้ำ เช่นนิดๆ เรื่อยๆบ่อยๆฯลฯพูดไม่ชัดจนเจ้าคัวรู้สึก และผู้ฟังก็สงสัยเหมือนกัน
    5 วันดีคืนดี ตื่นขึ้นมา ร่างกายซีกหนึ่งไม่มีแรง แล้วอาจหายไปเองภายใน24ชั่วโมงซึ่งเกิดจากสมองตีบชั่วคราว
อาการอาจไม่ครบทั้ง5อย่าง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็พึงระวังไว้เถิด เลิกเครียด เลิกทำงานหนัก เลิกดื่มสุรา เลิกนอนดึกและก็นอนพักผ่อนโดยเร็ว ทำใจให้สงบหลับสักตื่น พอหลับได้อาการจะลดลง ถ้ามีอาการไม่ดีดังกล่าว ขอให้ยุติเรื่องเซ็กส์ด้วยเพราะมีเซ็กส์แต่ละครั้งความดันพุ่งพรวดทุกที และควรไปพบแพทย์ทันที
คัดจากหนังสือ อัมพาตรักษาหายได้ นายแพทย์โอภาส ธรรมวานิชวันนี้ ผมจะมาแนะนำวิธีในการสังเกตุ ผู้ป่วยที่มีอาการทางสมอง เพื่อให้หมอนวดมีภูมิความรู้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าค้นเจอในหนังสือ เห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาบอกพวกเรา ช่วยกันแชร์ก็ดีครับจะได้ความรู้ทั่วๆกัน เพราะผมไม่เคยเจอเรื่องนี้มาก่อน เอาครับมาอ่านกัน
จะว่าไปแล้วอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเกิดทันทีหรอก ธรรมชาติเปิดโอกาสให้ก่อนเสมอ คือมีอาการเตือนล่วงหน้า สุดแต่ผู้ถูกเตือนจะเอาใจใส่หรือไม่เท่านั้น อาการเตือนของอัมพฤกษ์-อัมพาตมีดังต่อไปนี้
1 ปวดถ่วงๆที่ข้อมือ-ข้อเท้าทั้ง2ข้าง เรียกว่าปวดจนรำคาญเชียวล่ะ แก้ไขได้โดยมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เลือดลมเดินสะดวกดีจึงค่อยยังชั่ว ยาแก้ปวดก็พอใช้ได้
2 ปวดศีรษะมาก มักปวดตุ๊บๆ และปวดบริเวณท้ายทอย เป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของความดันโลหิตสูง
3 เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว หนักแข้งหนักขา ไม่อยากลุกจากที่นอน
4 อยู่ดีๆ เกิดพูดไม่คล่องเสียแล้ว แถมพูดไม่ชัดโดยเฉพาะคำซ้ำ เช่นนิดๆ เรื่อยๆบ่อยๆฯลฯพูดไม่ชัดจนเจ้าคัวรู้สึก และผู้ฟังก็สงสัยเหมือนกัน
5 วันดีคืนดี ตื่นขึ้นมา ร่างกายซีกหนึ่งไม่มีแรง แล้วอาจหายไปเองภายใน24ชั่วโมงซึ่งเกิดจากสมองตีบชั่วคราว
อาการอาจไม่ครบทั้ง5อย่าง เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็พึงระวังไว้เถิด เลิกเครียด เลิกทำงานหนัก เลิกดื่มสุรา เลิกนอนดึกและก็นอนพักผ่อนโดยเร็ว ทำใจให้สงบหลับสักตื่น พอหลับได้อาการจะลดลง ถ้ามีอาการไม่ดีดังกล่าว ขอให้ยุติเรื่องเซ็กส์ด้วยเพราะมีเซ็กส์แต่ละครั้งความดันพุ่งพรวดทุกที และควรไปพบแพทย์ทันที
คัดจากหนังสือ อัมพาตรักษาหายได้ นายแพทย์โอภาส ธรรมวานิช
ที่มา: Thara Massage ธารา นวดไทย