โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ที่ว่านี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมใน
การดำเนินชีวิตแบบผิด ๆ โดยเรียกเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า
Chronic fatigue syndrome (CFS) หรืออาจจะเรียกว่า โรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) ซึ่งเป็นภาวะที่น้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้ไร้เรี่ยวแรงทำอะไรตลอดทั้งวัน
การบริโภคอาหารจำพวกแป้งขัดขาว น้ำตาล อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม พิซซ่า หรือขนมหวานมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทีนี้ ตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลง พอระดับน้ำตาลลดลงไม่เท่าไหร่ เราเกิดรับประทานอาหารจำพวกนี้เข้าไปอีก น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้นมาอีกแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาลดน้ำตาลอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแล้วลงต่ำสลับกันไปตลอดเวลา ซึ่งเท่ากับว่า ตับอ่อนก็ต้องทำงานตลอดเวลา
นอกจากนั้นแล้ว ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมอันเป็นพิษ ความเครียด ความรีบเร่ง ความยุ่งเหยิงในการดำเนินชีวิตที่ต้อง
แข่งขันกับเวลา นอนดึก ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เหนื่อยได้ง่าย ๆ
และยิ่งใครทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เจ็บป่วยหนักขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
อาการอะไรบ่งบอกว่าเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง
1.กลุ่มความผิดปกติทางร่างกาย คือ
-อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
-ปวดหัว-เวียนศีรษะ
-นอนไม่หลับ
-เหงื่อแตกบ่อย ๆ
-มือสั่น
-ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
-เป็นตะคริวบ่อย
-เกิดการชักกระตุก
-คันตามผิวหนัง
-หน้าร้อนผ่าวบ่อย ๆ
-มีอาการภูมิแพ้
-มือเท้าเย็น
-เนื้อตัวชาบางครั้ง
-การทรงตัวไม่ดี
2.กลุ่มความผิดปกติของระบบต่าง ๆ คือ
-ท้องอืด ท้องเฟ้อ
-ปากแห้งคอแห้ง
-เบื่ออาหาร
-อยากกินของหวาน ๆ
-หิวอย่างรุนแรงก่อนถึงเวลากินอาหาร
-ถ่ายอุจจาระผิดปกติ
-ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
-หายใจไม่ค่อยออก
-ปากและลมหายใจมีกลิ่นแปลก ๆ
-หัวใจเต้นผิดปกติ
-เป็นลมบ่อย ๆ
-อ้วน/น้ำหนักเกิน
-กามตายด้าน
3.กลุ่มความผิดปกติทางจิตใจ และระบบประสาท
-รู้สึกเบื่อหน่าย
-ฟุ้งซ่านขาดสมาธิ
-วิตกกังวลโดยง่าย
-ลังเลตัดสินใจไม่ได้
-รู้สึกสับสนปั่นป่วน
-ทนเสียงอึกทึก และแสงจ้า ๆ ไม่ได้
-เบื่อการพบปะเพื่อนฝูง ไม่ชอบเข้าสังคม
-การประสานงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเลวลง
-โมโหง่าย
-ฝันร้ายบ่อย
-ความจำเสื่อม
-มีอาการทางประสาท
-อยากฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นที่ผู้ป่วยต้องมีอาการเหล่านี้พร้อม ๆ กัน บางอาการอาจเกิดขึ้นแล้วหายไป แล้วสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก
โดยมีอาการหลัก ๆ คือ รู้สึกเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรง
ทั้งที่นอนมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกสดชื่นเลย อยากนอนตลอดเวลา
บางคนนั่งทำงานไปได้ถึงตอนบ่าย ๆ เกิดรู้สึกง่วงเพลียจนอยากหลับเลยทีเดียว
ข้อแนะนำ
1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยงดเติมน้ำตาลในอาหาร เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ด
2.ปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ไปกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับกรดออกมา
มาก จนเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นแล้ว ความเครียด
ยังนำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งยังทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงอีกต่างหาก
3.ก่อนนอนไม่ควรทานอาหารหนัก ๆ รวมทั้งดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนผสม เพราะจะทำให้หลับยาก ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้น
4.อย่าเปิดไฟเวลานอน และพยายามอย่าให้มีแสงเล็ดลอดเข้าไปในห้องนอน เพราะจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับ
5.ฝึกหายใจ หรือนั่งเงียบ ๆ สัก 5 นาที ก่อนนอน เพื่อผ่อนคลายความเครียด
6.ออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับใครที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ควรออกกำลังแต่พอควร อย่าหนักมากเกินไป เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้ร่างกายทรุดลงไปอีก
7.หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ซึมเศร้า และไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป
8.ไม่ควรใช้ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท หรือยาคลายเครียด
9.หากมีอาการเครียดบ่อย ๆ ให้ฝึกทำสมาธิ เพื่อควบคุมจิตใจให้สงบ
10.พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ อย่าออกไปเที่ยวกลางคืนบ่อยนัก
11.ในรายที่เป็นมาก อาจต้องปรึกษาแพทย์ และอาจรับประทานวิตามินบีเสริมเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า
ที่มา : health.kapook.com/by สาระแห่งสุขภาพ