วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หวานเป็นลม ขมเป็นยา

       โบราณว่าไว้ "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" เหตุเพราะรสหวานมักเย็น แต่รสเย็นนั้นขัดกับลม จึงทำให้เกิดลมท้องอืด ลมปวดเมื่อย ชามือชาเท้า ลมปวดหัว ลมแน่นอก และอีกหลากหลายลม 
       ส่วนขม ช่วยขับความร้อน ลดไข้ได้ขมจึงเป็นยา แต่ในทางแพทย์แผนไทยหวานนั้นเป็นยาได้เช่นเดียวกับขม รสหวานมีสรรพคุณซาบตามเนื้อ บำรุงเนื้อ เนื้อในที่นั้ไม่ใช่เพียงเนื้อหนังมังสาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกำลัง พลังงานให้ชีิวิตด้วย 
       น้ำตาลจึงจำเป็นต่อชีวิต คือ เป็นพลังงานที่ทำให้เรามี่เรี่ยวมีแรงขับเคลื่อนกายได้ หากขาดน้ำตาล เราจะเป็นลมหน้ามืดหมดสติ สมคำโบราณว่าไว้ "หวานเป็นลม"
 
       ข้าว รสมันหอมหวาน ให้พลังงานดำรงชีวิต 
       ขนม ต้องหวานให้ความสดชื่นหายอ่อนเพลีย 
       น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำมะม่วงสุก น้ำตาลทราย น้ำตาลหม้อ น้ำตาลโตนด น้ำตาลจาก แม้แต่หญ้าหวาน หรือน้ำผึ้งก็หอมหวาน ใช้กิน ใช้ปรุงรส ใช้ทำยา สรรพประโยชน์มากมายยิ่ง แต่ความหวานต่างที่มากัน ให้สรรพคุณแตกต่างกัน ดังจะกล่าว
 
     
             
           หวานจาก ข้าวใหม่ ข้าวเขียว จมูกข้าว หรือแม้แต่หวานจากข้าวงอก กระทั่งหวานมันจากน้ำข้าว เต็มไปด้วยสารอาหาร เหมาะกับผู้ฟื้นไข้ หรืออยู่ในช่วงลมปลายไข้ คนที่มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง จนอ่อนระโหยโรยแรง
     
  •        หวานจาก น้ำมะพร้าว ช่วยบำรุงครรภ์ ช่วยระบบความจำ ชำระกายให้บริสุทธิ์ ทำให้ผิวพรรณผ่องใสถ้านำเตยหอมมาคั้นน้ำ แล้วผสมกับน้ำมะพร้าวเจือด้วยน้ำตาลกรวด ท่านว่าดีนักเรื่องอ่อนแรง
     
  •        หวานจากอ้อยแดง บำรุงเลือด ช่วยขับปัสสาวะ ขับน้ำเหลือง แก้ช้ำใน บำรุงร่างกาย ให้นำลำต้นของอ้อยแดงมาหั่นเป็นชิ้นๆต้มในน้ำเดือดแทรกน้ำตาลกรวดหยอดน้ำผึ้ง เจือมะนาว
     
  •       หวานจากหญ้าหวาน เป็นหวานที่ไม่ให้พลังงาน เป็นหวานที่รักษาเบาหวาน ลดความดันโลหิต ใช้ใบ หญ้าหวานชงน้ำร้อนดื่มเป็นชา หามาปลูกเลี้ยงง่ายโตเร็ว ใช้ใบสดดีที่สุด
     
  •        หวานจาก น้ำตาลกรวด จือในน้ำต้มฝางเสน บีบมะนาวเพิ่ม กลายเป็นเครื่องดื่มสีบุษราคัม มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงปอด เหมาะกับผู้ป่วยริดสีดวงทวาร มีเลือดออกเวลาถ่ายหนัก
     
  •        หวานจาก น้ำตาลโตนด นำลูกตาลมาต้มน้ำใส่หวานด้วยน้ำตาลโตนด ปรุงรสเปรี้ยวมะนาว ให้ได้รสเปรี้ยวหวาน นำกรองได้น้ำตาลโตนด สรรพคุณ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไอเรื้อรัง 
    หวานจาก พริกหวานเหลือง ไม่เอาเขียว,แดง ช่วยทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว การไหลเวียนของโลหิตเป็นไปได้ดี ช่วยระบบการย่อยอาหาร ขับลมขับเสมหะ เจริญธาตุ
     

  •        หวานจาก เมล็ดข้าวโพด นำลงต้มน้ำทั้งฝักทั้งหนวดข้าวโพด สุกยกลงกินเมล็ดข้าวโพด น้ำต้มที่ได้นำลงกรองสะอาดขึ้นไฟเติมน้ำตาลทรายแดง เกลือตัดรสนิด ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต
     
  •       หวานจาก ถั่วหวานและถั่วลันเตา หากมีอาการทางตับ ค่าตับสูง แนะนำให้เอาถั่วหวาน,ถั่วลันเตา มาคั้นน้ำให้ได้ครึ่งแก้ว ดื่มเช้า เย็นช่วยบำรุงตับได้ดี
     
  •        หวานจาก ะเอม รากชะเอมมีรสหวานชุ่ม รักษาพิษจากยา หรือพืชพิษต่างๆ นำลงคั่วด้วยไฟอ่อนๆชงน้ำร้อน จิบเป็นชา ลดอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ช่วยบำรุงปอด
     
  •        หวานจาก น้ำผึ้ง ชงชาผสมน้ำผึ้งบีบมะนาว ทำให้หลับสบาย ทานบ่อยๆช่วยลดความดันโลหิต ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ กล้วยน้ำหว้าราดน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูก
     
  •        หวานจาก มันเทศ ทั้งหวานทั้งมัน สรรพคุณป้องกันอาหารหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดความดันโลหิต มันเทศต้มน้ำขิง ช่วยขับลมในเส้น บำรุงม้าม บำรุงกระเพาะ
     
  •        หวานจาก ตาลหม่อน รสหวานเย็นชุ่ม ช่วยคุมธาตุ บำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์
     
  •       หวานจาก ดอกคำฝอย,ดอกคำไทย มีรสหวาน สรรพคุณ บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ
     
  •       หวานจาก ข้าวหมาก รสหวานเย็นชุ่ม สรรพคุณ รักษาอาการลำไส้อักเสบ,ช่วยให้ความอบอุ่นต่อร่างกายสำหรับคนขี้เย็นขี้หนาว,บำรุงเลือดลม,ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย

หลากหลายคุณค่าความหวานจากน้ำตาล

น้ำตาลโตนด
น้ำตาลมะพร้าว
น้ำตาลอ้อย รสหวานเย็น ให้พลังงานชีวิตดำเนินได้ ถ้ามากไปทำให้ระบบเสมหะกำเริบ
น้ำตาลทรายแดง
น้ำตาลทรายสีรำ
 
ที่มา: คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กินอย่างไรจะไม่ป่วย? ในภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทย

       กินอย่างไรจะไม่ป่วย? ในภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทยฉบับย่อ เหมาะสำหรับแพทย์แผนไทย หรือผู้กำลังศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยนำไปใช้แนะนำผู้ป่วย เมื่อป่วยไข้ ไม่ให้กินผิดสำแดง หรือแนะนำทั่วไปเพื่อสุขภาพที่ดี

      ทำไมเราต้องกิน เพราะร่างกายต้องการอาหารใหม่ นำไปสร้างพลังงานเพื่อเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นั่นคือความรู้แต่สมัยเรียนชั้นประถมของเราทุกคน และในทางการแพทย์แผนไทยก็ได้กล่าวถึงเรื่องอาหารไว้ว่า เครื่องอาหาร (ส่วนประกอบ และส่วนปรุงรส) บอกสรรพประโยชน์ รสอาหารบอกสรรพคุณ ถ้ากินถูกส่วนถูกรส ก็จะไม่ป่วยไข้ ถ้ากินผิด เรียกกินอาหารผิดสำแดง ด้วยไปขัดกับโรคหรืออาการที่เป็นอยู่ ทั้งที่รู้และยังไม่รู้ว่าเป็น สรรพรสของพืชผัก บอกสรรพประโยชน์
พืชผักรส ฝาด,หวาน,มัน,เค็ม,เปรี้ยว,ขม,ร้อน,เย็น แต่ละรสบอกแต่ละสรรพประโยชน์
 
     ฝาด --> สมาน                                  หวาน --> บำรุงเนื้อ
     มัน --> บำรุงเส้น                                เค็ม --> รักษาเนื้อ
     เปรี้ยว --> ลดเสลด & บำรุงโลหิต          ขม --> บำรุงน้ำดี & ตับ
      ร้อน  --> ช่วยขับลม                           เย็น --> ไปดับร้อนภายใน

สรรพรสของอาหารบอกสรรพคุณ
       อาหารรสร้อน ช่วยขับลม/อาหารรสเย็น ช่วยดับร้อน/อาหารรสกลมกล่อม กินได้ทั้งร้อนและเย็น

สรรพรสขัดกับโรค
       สรรพพืชผัก รสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม ผู้ป่วยโรคทางน้ำ เช่น เลือดมีตะกันน้ำตาล ตะกันไขมันมาก แสลง รสร้อน ผู้ป่วยโรคทางไฟ เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อ (อพัทธะปิตตะ) โรคทางตับ (พัทธะปิตตะ) ตัวร้อน แสลงรสขม,รสเย็น ผู้ป่วยโรคทางลม เช่น ท้องอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดเมื่อยตามเนื้อต้ว หทัยวาตะ แสลง

สรรพรสที่เหมาะกับเวลา
       อาหารรสเปรี้ยวร้อน กินมื้อเช้า ถึง มื้อสาย อาหารรสเย็น/ขม/กลมกล่อม เหมาะกินมื้อกลางวัน ถึง มื้อบ่ายอาหารรสร้อน หรือเผ็ดร้อน กินมื้อเย็น ถึง มื้อค่ำจะดี

สรรพรสที่เหมาะกับอากาศ
       ลมร้อนมา ให้กินเย็น/ขม/กลมกล่อม ลมฝนมา ให้กินร้อน/เผ็ดร้อน ลมหนาวมา ให้กินเปรี้ยวร้อน
ยามเช้าสาย กินเปรี้ยวร้อน ยามกลางวันถึงบ่าย กินเย็น ขม กลมกล่อม ยามเย็นค่ำ กินร้อนเผ็ดร้อน

       พืชผักรสร้อน ส่วนใหญ่มีกลิ่นฉุน มักมีน้ำมันหอมระเหย เหมาะทำอาหารรสร้อน เหมาะทางลม
       พืชผักรสเย็น ส่วนใหญ่เติบโตริมน้ำชายคลอง หรือมีลักษณะชุ่มฉ่ำน้ำ เหมาะทำอาหารรสเย็น เหมาะทางร้อน
       พืชผักรสเปรี้ยว ปรุงอาหารเปรี้ยวนำ เหมาะทางน้ำ แต่ไม่ป่วยด้วยโรคทางน้ำ

       อาหารรส เปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม เหมาะกับอาการอ่อนเพลีย ผอมแห้งแรงน้อย ผู้ป่วยฟื้นไข้
       อาหารรสร้อน เหมาะกับผู้สูงวัย วาตะหรือลมกำเริบ กินดียามแดดร่มลมตก หรือ ยามฟ้าฝนมา
       อาหารเย็น กลมกล่อม เหมาะกับอาการร้อนใน เป็นไข้กำเดาทุกชนิด กินดียามเข้าร้อน

      อาหารดิบ อาหารคาวมาก อาหารหมักดอง (หมายรวมถึง หน่อไม้ดอง,ผักดอง,กิมจิ,นมเปรี้ยวปลาร้า,น้ำปลา,ซีอิ้วทุกชนิด, เต้าหู้ยี้,ขนมปังทุกชนิด,ฯลฯ) ไม่ควรกินยามป่วยไข้ไม่สบาย ไม่เหมาะกับ
ประเทศสมุหฐานร้อนชื้นอย่างประเทศไทย กินไข่เป็ดรสเย็นชุ่ม ดีกว่าไข่ไก่รสอุ่นร้อน ไม่เหมาะกับประเทศ สมุหฐานของเรา เนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อหมู/เนื้อไก่ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำแบบอุตสาหกรรม
 
     อาหารผลิตปริมาณมากๆ เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์ที่ทำมาจากกากถั่วเหลือง GMO ยาปฎิชีวนะที่ฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด เลี้ยงมากๆ ล้วนไม่ดีต่อร่างกาย อาหารกึ่งสำเร็จรูป/ขนมถุงขบเคี้ยวทุกชนิดที่ทำปริมาณมากๆแบบอุตสาหกรรม ควรงดบริโภค กลับไปหาบรรพบุรุษกันเถอะ กินแบบท่าน อย่ารักความสบายจนเจ็บป่วย อย่าอ้างเรื่องไม่มีเวลา อย่าอ้างเรื่องทำอาหารไม่เป็นไม่อร่อย อย่าอ้างเรื่องความสะดวกสบาย กินอาหารไทยแท้ ต้ม ยำ ตำ แกง ไม่กินของผัด
ของทอด อาหารต่างชาติทุกประเทศ กินไม่มีมื้อ หิวแล้วถึงกิน ถ้ากินเช้า เวลาอาหารจะลงตัวพอดี เช้า กลางวัน เย็น ถ้าไม่กินเช้า ให้กินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินน้ำเมื่อกินข้าว ให้เพียงจิบนิดหน่อยหลังอาหารแล้วเท่านั้น กระหายถึงดื่มน้ำ ตามความต้องการของร่างกาย ไม่ดื่มน้ำเย็น ไอศครีม เครื่องดื่มเย็นทุกชนิด ชาเขียว น้ำอัดลม กาแฟเย็น เอาน้ำเย็นออกจากตู้เย็น ใช้แค่แช่อาหารพืชผักเท่านั้น ปู่ย่าตายาย ของเราไม่มีอาหารแบบเรา มีแต่อาหารแบบท่าน กลับไปหาท่านทำอย่างท่าน อายุยืนแบบท่าน ไม่ป่วยด้วยโรคแบบเรา 
ที่มา: คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)

สำรับอาหารไทย จากตำรับหมอไทย

สำรับอาหารไทย จากตำรับหมอไทย
(ต่อเนื่องจากตอน กินอย่างไรไม่ให้ป่วย)

เนื่องจากเติบโตมาในสังคมกงสี มีหมอไทยเป็นหัวหน้ากงสีสำรับอาหารจึงถูกกำหนดโดยหมอ ผู้มีองค์ความรู้
เรื่องการกินมิให้ป่วย บ้านที่แยกตัวไปแต่ละหลังซึ่งอยู่ในอาณาเขตบ้านเดียวกัน หุงแต่ข้าว ส่วนกับข้าวมาตักเอาที่
บ้านใหญ่ คือกินกงสีทำอย่างไรกินอย่างนั้น ถ้าไม่กินก็ต้องทำเอาเอง

ตำรับหมอไทย ยามแรก
ตำรับหมอไทยบอกเข้ายามแรกนับ หกโมงเช้าจนถึงสิบโมงเช้า ระบบเสมหะในกายจะเริ่มทำงาน ขับถ่ายปัสสาวะอุจจาระ โลหิตไหลเวียนไปทั้งกาย ให้กินเปรี้ยวขับเสลดแต่บำรุงโลหิต ให้กินร้อน เพราะร้อนทำให้เกิดลม ไปดันโลหิตให้ไหลเวียนได้ดี อาหารยามแรกจึงต้องออกเปรี้ยวออกร้อน
สำรับอาหารไทยยามแรก
สำรับคาว - แกงส้มเปรี้ยวนำเผ็ดตาม ใส่ผักรสเปรี้ยว แนมกับไข่เป็ดเจียวใส่หอมแดง
- ข้าวต้ม (นำลูกมะขามป้อมไปต้มกับน้ำแล้วกรอง ใส่น้ำตาลกรวดพอปะแล่มๆ) เอาน้ำลูกมะขาม ป้อมนี้ไปทำเป็นข้าวต้ม กินกับยำกุ้งแห้ง เปรี้ยวนำเผ็ดตาม ปลาเค็มทอดบีบมะนาวใส่พริกขี้หนูซอย
- ต้มยำดอกกระเจี้ยบยัดไส้หมูสับ เปรี้ยวนำเผ็ดตาม
สำรับอาหารหวานยามแรก กล้วยไข่เชื่อม ราดน้ำผึ้งบีบมะนาวตาม
สำรับกระสายยาหลังอาหารยามแรก น้ำต้มตรีผลา กับเตยหอม ปรุงรสเปรี้ยวหวาน

ตำรับหมอไทย ยามกลาง
ตำรับหมอไทยบอกเข้ายามกลางนับ สิบโมงเช้าถึงบ่ายสองโมงอากาศเริ่มร้อนอบอ้าว ระบบความร้อนหมาย
กำเดา ไอแห่งความร้อนภายในร่างกายจะกำเริบขึ้น เรียกกำเดาอุ่นกายกำเริบ ให้กินของเย็นหรือขม ปรุงให้ได้รส
กลมกล่อม คือไม่มีรสใดโดดนำหน้ารสอื่น เพื่อผ่อนร้อนภายในร่างกาย
สำรับอาหารไทยยามกลาง
สำรับคาว - แกงจืดตำลึง,ต้มกะทิสายบัว,ผัดผักบุ้งไฟแดง,สะเดาน้ำปลาหวาน,ต้มจืดมะระ,ก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุง
รสเพิ่ม,ต้มเลือดหมู,ผักหวานผัดน้ำมันหอย,แกงเขียวหวานฟัก,ผัดแตงกวากับไข่เป็ด
สำรับหวาน - ขนมชั้นใบเตย,ขนมเปียกปูน,ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง,รวมมิตร,ซาหริ่ม
สำรับกระสายยา - น้ำเก็กฮวย,น้ำใบบัวบก,น้ำแตงโมปั่น,น้ำดอกอัญชัญ

ตำรับหมอไทย ยามท้าย
ตำรับหมอไทยบอกเข้ายามท้ายนับ บ่ายสองโมงจนถึงหกโมงเย็น อากาศร้อนถอยลง พอแดดร่มลมก็ตก
ลมจะกำเริบในกายได้ง่ายเหตุแต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อาหารไทยจึงมักรสเผ็ดร้อน รสจัดด้วยเหตุนี้
ลมร้อนมาเกิดลม ลมฝนมาก็เกิดลม แม้แต่ลมหนาวมามีร้อนฝนแทรก เกิดลมอีกทั้งตาปีตาชาติ ด้วยประเทศ
สมุหฐาน(ที่ตั้งของประเทศ) ภูมิปัญญาแห่งบรรพชน จึงคิดค้นกันแต่อาหารรสจัดเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ป่วยจากลม
ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา นับเป็นความชาญฉลาดยิ่ง ทำอาหารให้เป็นยาก็ได้
สำรับอาหารไทยยามท้าย
สำรับคาวมีมากมายมหาศาล อะไรที่รสจัดรสเผ็ดร้อนใช้ได้ทั้งหมด น้ำพริกทุกชนิด,แกงเผ็ดสารพัน,ผัดเผ็ด
ผัดฉ่า,ต้มยำ,ต้มโคล้ง,ต้มข่า
สำรับหวาน ต้มขิงกับถั่วสารพัด,บัวลอยน้ำขิง,ขนมหม้อแกงโรยหอมเจียว
สำรับกระสายยา น้ำต้มใบสะระแหน่,น้ำต้มขิงสด

แต่ทั้งนี้อากาศสำคัญกว่าฤดู/กว่าเวลาอาหาร เพราะอากาศเป็นเช่นไรในแต่ละช่วงเวลา เราก็เป็นเช่นนั้น เข้าหน้าร้อนแต่วันนั้นฝนตกตอนบ่ายโมง แทนที่จะกินอาหารรสเย็น กลับต้องกินรสเผ็ดร้อนแทน เข้าหน้าฝนแต่ครึ้มๆฝนไม่ตกแต่อากาศเย็นแทน จึงไปกินอาหารรสเปรี้ยวร้อน ไม่ใช่รสเผ็ดร้อน หน้าหนาวแต่ลมหนาวไม่มา ต้องกินเผ็ดร้อน
แทนเปรี้ยวร้อน
อาหารยามแรก สำคัญที่สุด เพราะเวลาอาหารจะตรงกับอากาศมากที่สุด (ตามภาวะอากาศปกติ) หากไม่ได้กิน
ยามแรกให้กินเมื่อหิว และกินให้ถูกต้องตามรสในเวลาที่หิวนั้นเสมอ ไม่กินน้ำก่อน ระหว่างและหลังมื้ออาหาร เพื่อ
ไม่ไปรบกวนน้ำย่อยจากระบบการย่อยอาหาร จิบน้ำกระสายยาแต่น้อยหลังมื้ออาหารนั้นๆ
อาหารต้องปรุงด้วยวิธีวิถีไทย ต้ม ยำ ตำ แกง ผัดทอดไม่ใช่วิถีของเรา กินได้แต่ให้น้อย น้ำมันไม่เหมาะกับ
ประเทศสมุหฐานสยาม แต่เหมาะกับประเทศสมุหฐานเย็นหนาวเท่านั้น ชาติตะวันตก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไม่ว่าเรา
จะเชื้อชาติใด แต่หากอยู่ในสยามประเทศควรทำตามวิธีวิถีไทยจึงถูกต้องที่สุด เพื่อไม่ป่วยไม่เจ็บไม่ไข้
 
ที่มา: คมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีการล้างจมูกในโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และไซนัสอักเสบ

ผู้ป่วยที่มีอาการทางจมูกจากโรคภูมิแพ้ หรือจากสารคัดหลั่งที่มากกว่าปกติดังเช่นที่พบในโรคไซนัสอักเสบ การล้างจมูกเป็นการชะล้างเอาน้ำมูก หนอง สิ่ง สกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัส หรือคราบสะเก็ดแข็งของเยื่อบุจมูกหลังการผ่าตัดจมูกและไซนัส หรือหลังการฉายแสงออก ด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง ทำให้บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ทั้งที่ไหลออกมาข้างนอก และไหลลงคอ นอกจากนั้นการล้างจมูกก่อนการพ่นยาในจมูก จะทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

การล้างจมูกมีประโยชน์อย่างไร?
• ช่วยล้างมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เองทำให้โพรงจมูกสะอาด
• บรรเทาอาการหวัดเรื้อรังให้ดีขึ้น
• ป้องกันเชื้อโรคในจมูก และไซนัสลุกลาม
• ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค ของเสีย สารก่อภูมิแพ้
• ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
• บรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ทำให้หายใจโล่ง
• การล้างจมูกก่อนใช้ยาพ่นจมูกจะทำให้ยาพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น

การล้างจมูกต้องเตรียมอุปกรณ์อย่างไร?
อุปกรณ์ที่ใช้ในการล้างจมูกไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก สิ่งสำคัญที่ต้องจัดหาได้แก



1.กระบอกฉีดยาขนาด 20 หรือ 50 ซีซี ถ้าจะให้ดีกว่านี้อาจหาซื้อชุดอุปกรณ์ล้างจมูกซึ่งประกอบด้วย หลอดฉีดขนาด 50 cc พร้อมปลอกหุ้มที่ทำด้วยซิลิโคน
2.น้ำเกลือล้างจมูก ในส่วนนี้อาจเตรียมได้เองโดยใช้น้ำอุ่นขนาด ครึ่งลิตร ผสมกับเกลือแกงสะอาด 1 ช้อนชา หรือจัดซื้อชุดน้ำเกลือซองพร้อมกระบอกผสมน้ำเกลือ หรือน้ำเกลือสะอาดที่ทำสำเร็จมาแล้ว แต่ในกรณีหลังๆนี้อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
3.ภาชนะรองรับน้ำเกลือหลังล้างที่ออกมาทางจมูก และปาก อาจเป็นชามรูปไต กะละมังขนาดพอเหมาะ หรืออ่างล้างหน้าในห้องน้ำที่ใช้เป็นประจำ
4.แก้ว หรือภาชนะสะอาดที่จะใช้ใส่น้ำเกลือในการล้างจมูก หรือใช้ในการผสมน้ำเกลือที่จัดทำขึ้นเอง
5.กระดาษทิชชู

ขั้นตอนในการล้างจมูกเป็นอย่างไร?
ก่อนทำการล้างจมูกทุกครั้งควรล้างมือให้สะอาด หลังจากนั้นเรามาเริ่มการล้างจมูกกันได้เลยนะครับ
1.ในกรณีที่ใช้น้ำเกลือสำเร็จ ควรอุ่นน้ำเกลือให้มีความร้อนขนาดที่หลังมือทนได้ ระวังอย่าให้ร้อนมากเกินไปเพราะอาจทำอันตรายต่อเยื่อบุโพรงจมูกได้ ส่วนการผสมน้ำเกลือใช้เองก็ใช้น้ำอุ่นสะอาดในขนาดที่หลังมือทนได้เช่นกัน การอุ่นน้ำเกลือจะช่วยลดอาการแสบโพรงจมูกขณะทำการล้าง
2.นำภาชนะที่ใช้รองรับน้ำเกลือหลังล้างที่ออกมาทางจมูก และปากวางบนโต๊ะในระดับที่พอเหมาะกับผู้ป่วยแต่ละท่าน หรือล้างในอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ การนั่งหรือยืนล้างขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ล้าง
3.ใช้กระบอกฉีดล้างจมูกที่เตรียมไว้แล้ว ดูดน้ำเกลืออุ่นๆซึ่งจัดเตรียมไว้แล้วข้างต้น ในกรณีที่ล้างครั้งแรกจะยังไม่ชำนาญพอ ให้ดูดทีละน้อยๆก่อน เช่น ประมาณ 10-15 ซีซี
4.ผู้ที่จะล้างจมูกควรนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า และเอียงหน้าเล็กน้อย อยู่เหนือภาชนะรองรับน้ำเกลือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ หรืออยู่เหนืออ่างล้างหน้า ควรเริ่มล้างจมูกข้างที่โล่งกว่า หรือ คัดน้อยกว่าก่อน
5.ควรนำปลายกระบอกฉีดล้างจมูก ใส่เข้าไปในจมูกข้างที่จะล้างเล็กน้อย ในกรณีที่มีปลอกหุ้มซิลิโคนพยายามให้ขอบซิลิโคนแนบกับจมูก อ้าปากไว้แล้วหายใจเข้าเต็มที่ และกลั้นหายใจไว้
6.ดันกระบอกสูบของกระบอกฉีดล้างจมูกเบาๆ ให้น้ำเกลือไหลเข้าไปในจมูกช้าๆ หลังจากที่น้ำเกลือส่วนใหญ่ไหลออกมาจากจมูก และ / หรือ ปากแล้ว ให้หายใจตามปกติได้ ข้อสำคัญคือ ระหว่างที่น้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกจะต้องกลั้นหายใจไว้ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดการสำลักได้
7.หลังจากที่คุ้นเคยกับการล้างจมูก และรู้จังหวะของการหายใจแล้ว จึงค่อยๆเพิ่มปริมาณของน้ำเกลือในการล้างแต่ละครั้งขึ้นเรื่อยๆ ควรจะดันน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกทุกทิศทาง เช่น ทางขวา ซ้าย ด้านบนและล่างของโพรงจมูก เพื่อชะล้างน้ำมูกหรือสิ่งสกปรกได้ทั่วทั้งโพรงจมูก และออกมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ควรล้างจนกว่าจะรู้สึกว่าจมูกโล่ง และควรล้างจนกว่าน้ำเกลือที่ออกมาจากจมูก และปากใสเหมือนกับน้ำเกลือที่ฉีดเข้าไปในโพรงจมูก จึงจะหยุดการล้างได้
8.หลังจากล้างเสร็จสามารถสั่งน้ำมูก หรือน้ำเกลือที่คั่งค้างอยู่ในโพรงจมูก และบ้วนน้ำเกลือ หรือน้ำมูกส่วนที่ไหลลงคอรวมทั้งเสมหะในคอออกมาได้ ควรสั่งเบาๆ และสั่งออกทางจมูกพร้อมๆกันทั้งสองข้าง ไม่ควรเอานิ้วอุดรูจมูกข้างใดข้างหนึ่งเพราะจะทำให้ปวดหู เกิดแก้วหูทะลุ หรือเกิดโรคหูอักเสบได้
9.หลังล้างจมูกเสร็จทุกครั้ง ควรล้างอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ หรือ น้ำยาล้างจาน แล้วล้างด้วยน้ำประปาจนสะอา

ควรล้างจมูกเวลาใด?
ควรล้างจมูกก่อนการพ่นยาในจมูกเสมอ แนะนำให้ล้างจมูกก่อนเวลารับประทานอาหาร (ขณะท้องว่าง) หรือหลังรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อป้องกันการอาเจียนหรือสำลัก

ข้อควรระวังในการล้างจมูก
1.น้ำเกลือ และอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกต้องสะอาดระวังเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ในขวดน้ำเกลือที่เหลือใช้
2.ไม่ควรกลั้นหายใจเพื่อกักน้ำเกลือให้ค้างในจมูกนาน เพราะน้ำเกลืออาจจะไหลย้อนไปในไซนัส และการสั่งน้ำมูกให้สั่งเบาๆ และไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้าง เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุได้



ที่มา: นพ.ภก.สุรสฤษดิ์ ขาวละออ อายุรแพทย์ทั่วไป อายุรแพทย์เฉพาะโรคภูมิแพ้ฯ คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=529904993747190&set=a.369585513112473.85788.369578483113176&type=1)

เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน

1. หวีผมบ่อยๆ: หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ: ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ: การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ: การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ: ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ: การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ: การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท ้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ: ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี
เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ ครับ...
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ แผนจีนแนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดย ใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ... อาหารที่ไม่ควรกินมากเกิน หรือบ่อยเกินได้แก่...

1. ไข่เยี่ยวม้า: ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลงกินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋: กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปน เปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง: กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง: ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสาร ก่อมะเร็ง

5. ตับหมู: ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง: ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมากทำให้เกิดการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป: บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้
 

ที่มา: กลุ่มเยาวชนเพื่อนเยาวชน สำนักข่าวเด็กและเยาวชน

โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง (ไฮโปไกลซีเมีย)

          โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ที่ว่านี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตแบบผิด ๆ โดยเรียกเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า Chronic fatigue syndrome (CFS) หรืออาจจะเรียกว่า โรคไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) ซึ่งเป็นภาวะที่น้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้ไร้เรี่ยวแรงทำอะไรตลอดทั้งวัน

              การบริโภคอาหารจำพวกแป้งขัดขาว น้ำตาล อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม พิซซ่า หรือขนมหวานมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ทีนี้ ตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลง พอระดับน้ำตาลลดลงไม่เท่าไหร่ เราเกิดรับประทานอาหารจำพวกนี้เข้าไปอีก น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้นมาอีกแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาลดน้ำตาลอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแล้วลงต่ำสลับกันไปตลอดเวลา ซึ่งเท่ากับว่า ตับอ่อนก็ต้องทำงานตลอดเวลา

               นอกจากนั้นแล้ว ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมอันเป็นพิษ ความเครียด ความรีบเร่ง ความยุ่งเหยิงในการดำเนินชีวิตที่ต้อง แข่งขันกับเวลา นอนดึก ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เหนื่อยได้ง่าย ๆ และยิ่งใครทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เจ็บป่วยหนักขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

อาการอะไรบ่งบอกว่าเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

         1.กลุ่มความผิดปกติทางร่างกาย คือ
              -อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
              -ปวดหัว-เวียนศีรษะ
              -นอนไม่หลับ
              -เหงื่อแตกบ่อย ๆ
              -มือสั่น
              -ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
              -เป็นตะคริวบ่อย
              -เกิดการชักกระตุก
              -คันตามผิวหนัง
              -หน้าร้อนผ่าวบ่อย ๆ
              -มีอาการภูมิแพ้
              -มือเท้าเย็น
              -เนื้อตัวชาบางครั้ง
              -การทรงตัวไม่ดี

       2.กลุ่มความผิดปกติของระบบต่าง ๆ คือ
              -ท้องอืด ท้องเฟ้อ
              -ปากแห้งคอแห้ง
              -เบื่ออาหาร
              -อยากกินของหวาน ๆ
              -หิวอย่างรุนแรงก่อนถึงเวลากินอาหาร
              -ถ่ายอุจจาระผิดปกติ
              -ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
              -หายใจไม่ค่อยออก
              -ปากและลมหายใจมีกลิ่นแปลก ๆ
              -หัวใจเต้นผิดปกติ
              -เป็นลมบ่อย ๆ
              -อ้วน/น้ำหนักเกิน
              -กามตายด้าน

        3.กลุ่มความผิดปกติทางจิตใจ และระบบประสาท
             -รู้สึกเบื่อหน่าย
             -ฟุ้งซ่านขาดสมาธิ
             -วิตกกังวลโดยง่าย
             -ลังเลตัดสินใจไม่ได้
             -รู้สึกสับสนปั่นป่วน
             -ทนเสียงอึกทึก และแสงจ้า ๆ ไม่ได้
             -เบื่อการพบปะเพื่อนฝูง ไม่ชอบเข้าสังคม
             -การประสานงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเลวลง
             -โมโหง่าย
             -ฝันร้ายบ่อย
             -ความจำเสื่อม
             -มีอาการทางประสาท
             -อยากฆ่าตัวตาย

            อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นที่ผู้ป่วยต้องมีอาการเหล่านี้พร้อม ๆ กัน บางอาการอาจเกิดขึ้นแล้วหายไป แล้วสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โดยมีอาการหลัก ๆ คือ รู้สึกเหนื่อย เพลีย ไม่มีแรง ทั้งที่นอนมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกสดชื่นเลย อยากนอนตลอดเวลา บางคนนั่งทำงานไปได้ถึงตอนบ่าย ๆ เกิดรู้สึกง่วงเพลียจนอยากหลับเลยทีเดียว

ข้อแนะนำ

          1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยงดเติมน้ำตาลในอาหาร เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ด

          2.ปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ไปกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับกรดออกมา มาก จนเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นแล้ว ความเครียด ยังนำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งยังทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงอีกต่างหาก

          3.ก่อนนอนไม่ควรทานอาหารหนัก ๆ รวมทั้งดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนผสม เพราะจะทำให้หลับยาก ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้

          4.อย่าเปิดไฟเวลานอน และพยายามอย่าให้มีแสงเล็ดลอดเข้าไปในห้องนอน เพราะจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับ

          5.ฝึกหายใจ หรือนั่งเงียบ ๆ สัก 5 นาที ก่อนนอน เพื่อผ่อนคลายความเครียด

          6.ออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับใครที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ควรออกกำลังแต่พอควร อย่าหนักมากเกินไป เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้ร่างกายทรุดลงไปอีก

          7.หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ซึมเศร้า และไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเกินไป

          8.ไม่ควรใช้ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท หรือยาคลายเครียด

          9.หากมีอาการเครียดบ่อย ๆ ให้ฝึกทำสมาธิ เพื่อควบคุมจิตใจให้สงบ

        10.พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ อย่าออกไปเที่ยวกลางคืนบ่อยนัก

        11.ในรายที่เป็นมาก อาจต้องปรึกษาแพทย์ และอาจรับประทานวิตามินบีเสริมเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า


ที่มา : health.kapook.com/by สาระแห่งสุขภาพ