วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิทยาศาสตร์ในคัมภีร์อติสาร


แนวคิดของคัมภีร์อติสาร

- โบราณเชื่อว่า การกินอาหารมีผลก่อโรคและรักษาโรค โดยใช้หลัก ทฤษฎีธาตุ การเสียสมดุลของธาตุ และการดำเนินไปของการกินอาหารไม่ถูกกับธาตุและไม่ถูกกับโรค และทำให้เกิดปัญหาอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนรุนแรง ถ้าเล็กน้อยหรือเริ่มต้น เรียก อชินนะ ถ้าหนักมาก เรียก อติสาร

- อติสารมี 2 ประเภท คือ อติสารโบราณกรรม 5 และอติสารปัจจุบันกรรม 6

- โบราณกรรม คือ โรคที่เรื้อรังมา ส่วนปัจจุบันกรรมคือ โรคที่เกิดใหม่ อติสารโบราณกรรมมีอาการหนักกว่าอติสารปัจจุบันกรรม สำหรับอาการสำคัญ คือ ระบบขับถ่ายผิดปกติ ทั้งสี กลิ่น จำนวนของอุจจาระและมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ไข้ และอาการทางสมองและประสาท อันเนื่องมาจากขาดแร่ธาตุสำคัญ

- อติสารเป็นโบราณกรรม 5 คือ อมุธาตุอติสาร ปฉัณณธาตุอติสาร รัตตธาตุอติสาร มุศกายธาตุอติสาร กาฬธาตุอติสาร

- อติสารเป็นปัจจุบันกรรม 6 คือ อุทรวาตอติสาร สุนทรวาตอติสาร ปัสสยาวาตอติสาร กุจฉิยาวาตอติสาร โกฐฐาสยวาตอติสาร อุตราวาตอติสาร



คัมภีร์อติสารและความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน

- คัมภีร์อติสารมีประโยชน์ในการวิจัยค้นคว้ายารักษาโรคท้องเดินเรื้อรัง และโรคท้องเดินจากอาหารเป็นพิษ อชิณโรคหรือโรคที่เกิดจากการกินผิด 4 ประการ คือ เสมหะอชิณ ปิตตะอชิณ วาตะอชิณ และสันนิปาตะอชิณ

- อติสารเป็นโบราณกรรม 5 มีความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ
◦อมุธาตุอติสาร และปฉัณณธาตุอติสาร คือ อาการของโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งคนไทยสมัยก่อนเป็นกันมาก ปัจจุบันต้องผ่าตัดส่วนที่อักเสบทิ้ง
◦รัตตธาตุอติสาร คือ มะเร็งในลำไส้ หรือลำไส้อักเสบ
◦มุศกายธาตุอติสาร คือ มะเร็งในลำไส้
◦กาฬธาตุอติสาร คือ อาการของโรคตับ ตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี

- อติสารเป็นปัจจุบันกรรม 6 มีความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ
◦อุทรวาตอติสาร เป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของลำไส้ ปวดท้อง ท้องขึ้นประจำ
◦สุนทรวาตอติสาร เป็นโรคที่เกิดก้อนเนื้อในอวัยวะในช่องท้อง เช่น ตับ ม้ามโต หรือมีน้ำในช่องท้องที่ปัจจุบันเรียกว่า แอคไซดตีส
◦ปัสสยาวาตอติสาร เกิดจากการกินอาหารไม่สะอาด ทำให้เกิดท้องร่วงอย่างรุนแรง โดยอาการทางสมองด้วย
◦โกฐฐสยาวาตอติสาร เกิดจากมีปัญหาในระบบการย่อยอาหาร ทำให้อาหารบูดเน่ามีลมมากในลำไส้
◦กุจฉิยาวาตอติสาร เป็นอาการปวดมวนท้อง ถ่ายแบบกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่
◦อุตราวาตอติสาร ถ่ายเป็นมูกเลือด เป็นบิด
 

รูปภาพ : วิทยาศาสตร์ในคัมภีร์อติสาร
 
      แนวคิดของคัมภีร์อติสาร
 
-          โบราณเชื่อว่า การกินอาหารมีผลก่อโรคและรักษาโรค โดยใช้หลัก ทฤษฎีธาตุ การเสียสมดุลของธาตุ และการดำเนินไปของการกินอาหารไม่ถูกกับธาตุและไม่ถูกกับโรค และทำให้เกิดปัญหาอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนรุนแรง ถ้าเล็กน้อยหรือเริ่มต้น เรียก อชินนะ ถ้าหนักมาก เรียก อติสาร
 
-          อติสารมี 2 ประเภท คือ อติสารโบราณกรรม 5 และอติสารปัจจุบันกรรม 6
 
-          โบราณกรรม คือ โรคที่เรื้อรังมา ส่วนปัจจุบันกรรมคือ โรคที่เกิดใหม่ อติสารโบราณกรรมมีอาการหนักกว่าอติสารปัจจุบันกรรม สำหรับอาการสำคัญ คือ ระบบขับถ่ายผิดปกติ ทั้งสี กลิ่น จำนวนของอุจจาระและมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ไข้ และอาการทางสมองและประสาท อันเนื่องมาจากขาดแร่ธาตุสำคัญ
 
-          อติสารเป็นโบราณกรรม 5 คือ อมุธาตุอติสาร ปฉัณณธาตุอติสาร รัตตธาตุอติสาร มุศกายธาตุอติสาร กาฬธาตุอติสาร
 
-          อติสารเป็นปัจจุบันกรรม 6 คือ อุทรวาตอติสาร สุนทรวาตอติสาร ปัสสยาวาตอติสาร กุจฉิยาวาตอติสาร โกฐฐาสยวาตอติสาร อุตราวาตอติสาร
 
 
 
   คัมภีร์อติสารและความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน
 
-          คัมภีร์อติสารมีประโยชน์ในการวิจัยค้นคว้ายารักษาโรคท้องเดินเรื้อรัง และโรคท้องเดินจากอาหารเป็นพิษ อชิณโรคหรือโรคที่เกิดจากการกินผิด 4 ประการ คือ เสมหะอชิณ ปิตตะอชิณ วาตะอชิณ และสันนิปาตะอชิณ
 
-          อติสารเป็นโบราณกรรม 5 มีความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ
 ◦อมุธาตุอติสาร และปฉัณณธาตุอติสาร คือ อาการของโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งคนไทยสมัยก่อนเป็นกันมาก ปัจจุบันต้องผ่าตัดส่วนที่อักเสบทิ้ง
 ◦รัตตธาตุอติสาร คือ มะเร็งในลำไส้ หรือลำไส้อักเสบ
 ◦มุศกายธาตุอติสาร คือ มะเร็งในลำไส้
 ◦กาฬธาตุอติสาร คือ อาการของโรคตับ ตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี
 
-          อติสารเป็นปัจจุบันกรรม 6 มีความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน คือ
 ◦อุทรวาตอติสาร เป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของลำไส้ ปวดท้อง ท้องขึ้นประจำ
 ◦สุนทรวาตอติสาร เป็นโรคที่เกิดก้อนเนื้อในอวัยวะในช่องท้อง เช่น ตับ ม้ามโต หรือมีน้ำในช่องท้องที่ปัจจุบันเรียกว่า แอคไซดตีส
 ◦ปัสสยาวาตอติสาร เกิดจากการกินอาหารไม่สะอาด ทำให้เกิดท้องร่วงอย่างรุนแรง โดยอาการทางสมองด้วย
 ◦โกฐฐสยาวาตอติสาร เกิดจากมีปัญหาในระบบการย่อยอาหาร ทำให้อาหารบูดเน่ามีลมมากในลำไส้
 ◦กุจฉิยาวาตอติสาร เป็นอาการปวดมวนท้อง ถ่ายแบบกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่
 ◦อุตราวาตอติสาร ถ่ายเป็นมูกเลือด เป็นบิด 
 
ที่มา หมอสะกีนะฮฺ แพทย์แผนตะวันออก

อาหารที่ก่อให้เกิดลม




รูปภาพ      อย่างที่เรารู้ ๆ กันมาว่าอาหารนั้นมีคุณค่าให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อาหารบางอย่างแม้จะให้คุณประโยชน์ต่อคนทั่วไปอย่างมากมาย แต่สำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อนแล้ว อาหารพวกนี้กลับเป็นโทษ ทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบหรือเป็นหนักกว่าเดิม อีก นี่แหล่ะจึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมบางคนกินยาที่หมอจ่ายมาให้ก็แล้ว... เปลี่ยนหมอ ซื้อยาแพง ๆ มากินก็แล้ว... ขมิ้นชันที่ใคร ๆ ก็บอกว่าดีก็แล้ว... กล้วยน้ำว้าก็แล้ว... แต่ทำไมอาการไม่ดีขึ้นมาเลย เรามาลองมองกลับกันอีกด้านหนึ่งบ้างว่า นอกจากสิ่งที่เรา “กิน” ไปแล้ว ส่วนที่เราต้อง “งด” นั้น เรางดกินหรือยังเพราะถึงแม้เราจะกินยาเข้าไปมากเท่าไหร่ แต่ของที่ไปเพิ่มกรด เพิ่มแก๊สไม่ลดลงเลย มันก็ไม่มีประโยชน์ในการกินยา...จริงไหมค่ะ
เท่าที่สังเกตดูจากคนไข้ส่วนใหญ่ เวลากินของพวกนี้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกอึดอัดหรือพะอืดพะอมขึ้นมา ซึ่งน่าจะเป็นของแสลงที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ก็ได้แก่...

      น้ำเต้าหู้ เมื่อดื่มติดต่อกัน หรือกินอาหารที่ทำจากเต้าหู้จะเริ่มรู้สึกอึดอัดพะอืดพะอมขึ้นมาอีกแล้ว น้ำเต้าหู้ถึงแม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่กับคนเป็นกรดไหลย้อนจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง เพราะน้ำเต้าหู้ซึ่งทำมาจากถั่วเหลือง เมื่อกินเข้าไปจะยิ่งทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมากขึ้น บางคนไปหาหมอ หมอบอกให้งด พวกนม ชา กาแฟ แต่กลับหันมากินน้ำเต้าหู้แทน ก็ปรากฎว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย อันนี้คงต้องหันมามองตัวเองว่า เรายังกินน้ำเต้าหู้หรืออาหารที่ทำจากเต้าหู้อยู่หรือเปล่า ?

       นม ส่วนใหญ่คนที่ไปหาหมอ หมอก็มักจะแนะนำอยู่แล้วว่าให้งดนม อันนี้ความหมายนอกจากจะเป็นนมกล่องหรือนมขวดแล้ว ยังรวมไปถึงขนมต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของนมอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับอาการของกรดไหลย้อนแต่ละคนที่เป็นว่ามาก น้อยขนาดไหน คนเป็นน้อย ๆ กินขนมชนิดเดียวกันไปก็อาจไม่เป็นไร แต่คนเป็นมากก็จะกินเข้าไปคำสองคำ ก็รู้สึกแน่นท้องขึ้นมา ก็แสดงว่าข้างในนั้นแก๊สมันเยอะจนถึงจุดแล้ว

       น้ำอัดลม บางคนอดไม่ได้ กินข้าวเมื่อไหร่ ก็สั่งน้ำอัดลมทันที หรือไม่ก็ปลอบใจตัวเองว่า เอาน่านิดเดียวคงไม่เป็นไร จำไว้เลยว่าอย่างละนิด ทีละหน่อยนี่แหล่ะ สะสมกันเข้าไปก็ทำให้อึดอัดขึ้นมาได้ อาการที่เป็นไม่หายซักที

ถั่วทุกชนิด พวกถั่วๆ ของกินเล่นนี่แหล่ะ ที่ทำให้เราเผลอบ่อย ๆ อย่างอยู่ที่ทำงาน บางทีเพื่อนก็มีพวกของกรอบ ๆ มาวาง เผลอหยิบเข้าไปไม่กี่คำ รู้ตัวอีกทีก็ท้องอืดโดยไม่รู้สาเหตุ อย่างผมที่ต้องจำใส่ใจไว้เลย ก็ได้แก่ ถั่วปากอ้า (กินทีไร แค่ไม่กี่อันเป็นได้ท้องอืดทุกที) ถั่วทอด ถั่วลิสงต้ม กระยาสารท ขนมตุ๊บตั๊บ และขนมอีกสารพัดที่มักจะใส่ถั่วเข้าไปด้วย รวมถึงก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่ถั่วลิสง ก๋วยเตี๋ยวหรือเกาหลาที่ใส่ถั่วงอกด้วยนะ

       สรุปแล้วอาหารที่เป็นของแสดงสำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อน ก็คือ “ถั่ว” ทุกชนิด ควรหลีกเลี่ยง “งด” อาหารที่ทำจากถั่วต่าง ๆ เป็นพิเศษ เพราะพวกนี้จะยิ่งทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารมากขึ้น ทำให้ยาที่กินเข้าไปก็ไม่ได้ผล เพราะอย่างผมเองพอรู้สึกอึดอัด ๆ ขึ้นมา พองดอาหารที่มีส่วนผสมของถั่วแล้ว รู้สึกสบายท้องขึ้นเยอะ แล้วอาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ... อดนิดอดหน่อยแล้วสบายตัวขึ้น ก็คุ้ม^_^!


 ที่มา:  หมอสะกีนะฮฺ แพทย์แผนตะวันออ


การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อน




การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด จุก เสียด แน่นเฟ้อ และกรดไหลย้อน (ข้อมูลนี้ได้มาจากประสบการณ์ของผู้ป่วย)
รูปภาพ       1.รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานลูกอมรสต่างๆ เช่น รสเปรี้ยว ที่ผสมสารสังเคราะห์
       2.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดและเปรี้ยว แม้เพียงเล็กน้อย (ข้อนี้สำคัญ)
       3.ไม่รับประทานอาหารมัน และของหมักดอง เช่น ผลไม้ดองต่างๆ (ข้อนี้สำคัญ)
       4.ไม่ควรรับประทานอาหารรสหวาน ที่มีน้ำตาลปริมาณมาก เช่น ขนมหวาน, น้ำหวาน, น้ำอัดลม
       5.งดดื่มเหล้า และสูบบุหรี่ ชาและกาแฟก็ควรงด
       6.ไม่รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก ควรทานเนื้อปลา หรือถั่ว (ข้อนี้สำคัญ)
       7.ควรรับประทานผัก และผลไม้ทุกมื้อ เพื่อให้มีการขับถ่าย ไล่ลมออก จุลินทรีย์ได้ทำงาน ควรเป็นผักลวกจะดีกว่าผักสด เนื่องจากผักสดเป็นฤิทธ์เย็นอาจทำให้เกิดลมมากขึ้นก็เป็นได้ค่ะ(ข้อนี้ สำคัญ)
       8.ไม่ควรรับประทานผลไม้ประเภทย่อยยาก เช่น ฝรั่ง, มะม่วง
       9.ควรทานผลไม้ประเภทย่อยง่าย และมีกากใยสูง ผลไม้ที่แนะนำ เช่น ส้ม ชมพู่ แตงไทย แคนตาลูป
      10.เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ประมาณ 100-200 ครั้งต่อ 1 คำ (ข้อนี้ช่วยได้มาก)
      11.ไม่รับประทานอาหารจนเต็มกระเพาะอาหาร (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
      12.ใช้เวลารับประทานอาหารในแต่ละมื้อประมาณ ครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
      13.หลังรับประทานอาหารเสร็จ ให้ดื่มน้ำเปล่าแต่น้อย หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงให้ดื่มน้ำกะเพรา เพราะน้ำกะเพราจะช่วยขับลม และช่วยเร่งการย่อยอาหาร
      14.แกว่งแขนหลังรับประทานอาหารเสร็จในแต่ละมื้อ ช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
      15.ตอนเย็นให้รับประทานอาหารย่อยง่ายๆเท่านั้น เช่น โจ๊ก, ข้าวต้ม (ข้อนี้สำคัญมากๆเช่นกัน)
      16.ควรดื่มนมเปรี้ยว(วันละ 1 ขวด หลังอาหารเช้า) หรืออาหารเสริมประเภทเพิ่มจุลินทรีย์ในลำไส้
      17.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น วิ่งทุกเช้า หรือวิ่งในช่วงเย็น เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหว (ข้อนี้สำคัญ)
     18.อดทนในเรื่องไม่ทานอาหารจุกจิก ไม่เป็นเวลา ไม่เป็นมื้อ (ข้อนี้สำคัญเช่นกัน)
ถ้าเป็นโรค ใช้เวลาและเงินดูแล - ซื้อสุขภาพจะดีกว่า เช่น ออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เพียงพอแล้วค่ะ ที่มา:  หมอสะกีนะฮฺ แพทย์แผนตะวันออ 

 




วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

เรื่องกิน-ดื่ม

ข้อแนะนำเรื่องการกินอยู่ในแบบฉบับ อาจารย์คมสัน

         ๑ กินเมื่อหิว หิวแล้วต้องกิน กินเพียงหายหิว เมื่อน้ำดีหลั่งจากถุงน้ำดีผ่านเข้าสู่ระบบการย่อยอาหารเป็นน้ำย่อยน้ำย่อยมีความร้อนเรียก "กำเดาย่อย" เมื่อร้อนย่อมเกิดลมทำให้เกิดเสียงจ๊อกๆเมื่อหิว หากไม่มีอาหารเข้าไปย่อยอีก ลมร้อนจะพัดขึ้นบนกลายเป็น หิวจนตาลาย หากไม่กินอีก น้ำตาลจะเริ่มลดระดับลงจะใจสั่นใจหวิวมือไม้สั่น ฉะนั้นหิวจึงต้องกิน และกินเพียงหายหิวด้วยเหตุที่ระบบการย่อยอาหารของแต่ละคนๆมีขนาดแตกต่างกันจึงอิ่มต่างกัน และเมื่ออิ่มให้หยุดกินทันทีระบบการย่อยจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์
        
         ๒ ไม่หิวอย่ากิน เพราะร่างกายไม่ต้องการสารอาหารเพิ่มจึงไม่มีการหลั่งน้ำดีออกมาเป็นน้ำย่อย หากกินเข้าไปอีกระบบการย่อยจะทำงานไม่ได้เต็มที่การย่อยไม่สมบูรณ์และไปติดค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ แผนไทยเรียก "อาหารเก่า"สะสมเป็นตะกันสกปรกในลำไส้นานวันเข้าเกิดเป็นกล่อนเถา เกิดโรคและอาการตามมาอีกมากมาย
 
     ๓ กินให้ถูกรสตามเวลาที่หิวนั้น หิวตอนเช้ากินเปรี้ยวร้อน หิวตอนเที่ยงบ่ายกินเย็นขม หิวตอนเย็นค่ำกินเผ็ดร้อนหิวตอนหัวค่ำกินเปรี้ยวร้อน หิวยามดึกกินเย็นขม หิวก่อนหัวรุ่งกินเผ็ดร้อน
 
     ๔ กินให้ถูกกับอาการที่เป็น ป่วยโรคทางปิตตะกินเย็นขม ป่วยโรคทางวาตะกินเผ็ดร้อน ป่วยโรคทางเสมหะกินเปรี้ยวร้อน หากกินผิดเรียก กินของแสลงโรค ทำให้เกิดอาการสำแดง
 
      ๕ กินให้ถูกกับอากาศ ร้อนมากินเย็นขม เย็นมากินเปรี้ยวร้อน ฝนมากินเผ็ดร้อน
 
     ๖ ไม่ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหารเพื่อไปเจือจางน้ำย่อยทำให้การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ ให้เพียงแค่จิบเท่านั้น
 
     ๗ ไม่กินน้ำเย็นเครื่องดื่มเย็นทุกชนิด เพราะด้วยความเย็นจัดจะไปลดกำเดาปกติของร่างกายเหมือนเอาน้ำไปราดรดบนกองไฟทำให้เกิดควันหรือไอกำเดาผลุ่งขึ้นบนเกิดอาการลมร้อนพัดขึ้นบนทันที นอกจากนั้นน้ำเย็นจะไปราดรดตัวตับซึ่งมีความร้อนปกติอยู่ส่งผลเช่นกัน นานวันเข้าตับอาจทำงานหย่อนลงส่งผลตามมามหาศาล
 
     ๘ กินอาหารสุขภาพ กินผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วเหลืองทุกชนิด กินอาหารกึ่งสำเร็จรูป สิ่งที่ร่างกายได้รับแน่ใจแล้วหรือว่า 
           ๘.๑.ปลอดสารกันบูดจริง 
           ๘.๒.ปลอดจากพืชตัดแต่งพันธุกรรมจริง 
           ๘.๓.ล้างปรุงสะอาดจริง 
           ๘.๔.หากเป็นเนื้อสัตว์ปลอดสารหลงเหลือและยาปฎิชีวะนะจากการเลี้ยงสัตว์จริง 
           ๘.๕.ปลอดจากผงปรุงรส,ผงชูรส,สารปรุงแต่งอาหารจริง ทั้งนี้หมายรวมถึงอาหารที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรมทุกชนิดด้วย
 
     ๙ หากดื่มน้ำอัดลมมาก หากดื่มชาสำเร็จรูปมาก หากดื่มเครื่องดื่มเย็นทุกชนิดจากการผลิตปริมาณมากๆ แน่ใจได้อย่างไรว่าไม่มีสารกันบูด ไม่มีสารปรุงแต่งกลิ่นและรส หรือดีต่อสุขภาพจริงตามคำโฆษณา
 
     ๑๐ ไม่กินบุฟเฟต์ ไม่กินแบบเหมาจ่ายกินเท่าไหร่ก็ได้ เพราะทุกคนจะกินจนเลยคำว่าอิ่มเสมอ แล้วบอกว่าอิ่มจนจุก ลุกไม่ขึ้น อึดอัดแน่นท้อง เป็นการทำลายระบบการย่อยอาหารอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงการกินแบบนี้
 
     ๑๑ ไม่กินของหมักดองมากด้วยเราอยู่ในเขตประเทศร้อนมีอาหารสดอุดมสมบูรณ์กว่ามากนัก กินของหมักดองแล้วไปดองต่อในลำไส้ใหญ่ ไม่ต่างจากนำบ่อหมักก๊าซชีวภาพไปไว้ในตัวเรา
 
     ๑๒ คิดให้ดีว่าสิ่งต่อไปนี้เป็นของหมักดองหรือไม่ ชีส,เนย,ซีอิ๋ว,น้ำปลา,ปลาร้า,ซ๊อสปรุงรส,เต้าเจี้ยว,นมเปรี้ยวโยเกิร์ต ถ้าตอบว่าใช่ให้กินแต่น้อยแต่นี้เป็นต้นไป
     ๑๓ ไม่กินผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทุกชนิด หากไม่ขาดไม่เจ็บป่วย ร่างกายปกติของเราสร้างสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วเป็นปกติและเหมาะสมตามความต้องการของร่างกายเรา อย่านำส่วนเกินเข้าปาก
     ๑๔ ไม่กินเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม อาหารไทยเป็นอาหารรสกลมกล่อมปรุงอาหารให้ถูกต้องตามแบบของอาหารชนิดนั้นๆ กินอาหารที่ปรุงด้วยวิธี ต้ม ยำ ตำ แกง กินผัดและทอดให้น้อยที่สุด
 
     ๑๕ อาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพจริงๆถ้าปรุงให้ถูกรสถูกชาติ เหมาะกับคนไทยในเขตถิ่นแห่งประเทศไทยอาหารต่างชาติไม่ใช่อาหารของเรา อาหารของชาติใดก็เหมาะกับคนชาตินั้น

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

ความจำเสื่อม

 รูปภาพ : ความจำเสื่อม 
บทความโดย : หมอแดง ดิอโรคยา

เคยเป็นกันบ้างไหมครับ อาการที่บางครั้งเราพยายามจะนึกอะไรซักอย่างให้ได้ 
แต่มันนึกไม่ออก จะว่าลืมก็ไม่ใช่ เหมือนมันติดอยู่ที่ปากหรือเวลาจะก้าวออกจากบ้านไปทำงาน 
ทีไรก็ต้องลืมโน่นลืมนี่เป็นประจำ อาการแบบนี้จะเรียกว่าเป็นอาการความจำเสื่อม
ก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียง

ผมพบคนป่วยหลายรายที่มีอาการ ความจำเสื่อม แต่ที่เห็นได้ชัดเมื่อเร็วๆนี้ คนไข้เป็นผู้ชาย เคยทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งใหญ่โตเชียวล่ะครับ เกษียณมาได้ปีกว่าๆแล้ว พอเกษียณมาได้แล้ว ก็เกิดอาการความจำเสื่อมกำเริบอย่างหนัก มีอาการเหมือนเด็ก จำอะไรไม่ค่อยได้ จะกินจะนอนก็ดูยากไปหมด พูดฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บางครั้งมีอาการซึม บางครั้งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าซีดเหมือนไม่มีเลือดมาเลี้ยง มือสั่นบ้าง ไปหาหมอที่โรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค “พาร์คินสัน” ก็เลยให้ยาสารพัดมากิน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย เป็นที่กลุ้มใจของผู้เป็นภรรยา ที่ต้องคอยดูแลสามีเหมือนเป็นเด็กเล็ก

จากการสอบถามประวัติความเป็นอยู่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ภรรยาของคนไข้ก็บอกว่า ผู้ป่วยก็กินดีอยู่ดี ออกกำลังกายประจำ ผู้ป่วยเป็นวิศวกรใหญ่ จึงน่าเชื่อได้ว่าต้องกินดีอยู่ดีแน่นอน กรรมพันธุ์ก็ไม่มี แล้วเกิดอาการได้อย่างไร หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ ได้แต่รักษาไปตามอาการ ให้วิตามินบ้าง ยาแก้พาร์คินสัน ยาแก้อาการสั่นบ้าง หลายปีแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม

พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่คนไข้ทำพลาดไปก็คือ เขาดื่มน้ำน้อยมาก วันละไม่เกิน 2 แก้ว ไม่กระหายน้ำก็ไม่ดื่ม น้ำหนักเกือบ 60 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักขนาดนี้ควรดื่มน้ำ 9-10 แก้วต่อวัน แต่นี่ดื่มแค่ 2 แก้ว บวกกับทำงานใช้สมองมาก มีความเครียดด้วย เลือดเมื่อขาดน้ำก็ทำให้เลือดข้นหนืด ทำให้หลอดเลือดไม่มีความยืดหยุ่นเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แล้วเลือดจะฉีดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างไรกัน 

ทดลองเอาเครื่องสูบน้ำไปสูบน้ำในปลักวัวปลักควาย ที่วัวควายนอนแช่เป็นน้ำโคลนดูซิว่า เครื่องจะสูบน้ำขึ้นไปได้ไหม สุดท้ายเครื่องก็ต้องพัง ซึ่งเครื่องสูบน้ำก็เหมือนหัวใจคนเรา ที่ต้องสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเลือดมันข้นเหนียว ไม่ช้าหัวใจก็ต้องพัง เส้นเลือดในหัวใจก็อุดตันหมด 

ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ก็มีลักษณะเหมือนกัน เขามีอาการความจำเสื่อมหรือสมองไม่ทำงาน ก็เพราะสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เหมือนเราใช้คนให้ทำงานแล้วไม่จ่ายเงินเดือน ไม่ให้ข้าวกิน แล้วเขาจะเอาแรงที่ไหนมาทำงานให้เรา

เลือดนั้นจะนำพาอาหาร อ๊อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าส่วนไหน เรามัวแต่กินยา กินวิตามิน โดยไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะการดื่มน้ำที่ถูกต้อง คงไม่มีวันที่โรคนี้จะหายได้ ***เพราะยาและวิตามิน ก็เข้าสู่ร่างกายไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำพาไป เพราะเลือดประกอบด้วยน้ำถึง 91% ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญ กับการดื่มน้ำเป็นอันดับแรก โดยถือว่าน้ำเป็นยาวิเศษเลยทีเดียว   

เมื่อได้แนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำการนวดกระตุ้นฝ่าเท้า และนวดตัว เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทั้งหมด ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าการนวดเท้านั้นเป็นการรักษาเท้า ท่านเข้าใจผิดนะครับ การนวดเท้าสามารถรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยรายนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมได้นวดเท้าและนวดกดจุด จากใบหน้าที่ขาวซีดกลับดูมีเลือดฝาด ดูสดใสขึ้นเยอะ พูดคุยได้ดีขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสกว่าแต่ก่อน มีการตอบสนองที่ดี นั่นแสดงว่าเลือดลมเดินได้ดีขึ้นแล้วนั่นเอง

สรุปแล้วสาเหตุของอาการความจำเสื่อมก็คือ อาการที่เลือดข้นหรือเลือดจาง ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอนั่นเอง ท่านใดที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการดังกล่าวแล้ว ผมว่าทางที่ดีท่านควรจะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ตามที่ผมได้บอกไว้แล้ว อาการความจำเสื่อมจะไม่มาเยือนท่านโดยง่ายแน่นอน

------------------------------------------

วิธีการลดความเสี่ยง โรคความจำเสื่อม 
- ในแต่ละวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (ประมาณ  1.5 - 2 ลิตร) โดยแบ่งดื่มทั้งวัน และเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะช่วงที่รับประทานอาหาร
- นวดกระตุ้น ฝ่าเท้า และ ตัว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี
- เพิ่มสารอาหารให้กับเลือด และ ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ด้วยสาหร่ายเกลียวทอง เพราะสาหร่ายเกลียวทอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม และเพิ่ม HDL ชึ่งจะช่วยลด LDL ในร่างกายได้ด้วย ทำให้ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดอุดตัน อีกทั้งสารอาหารที่มีมาก ย่อยง่าย ดูดซึมได้เร็ว และมีโปรตีนสูง ร่างกายจึงสามารถนำไปซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดิอโรคยา การแพทย์แผนไทย : 02-682-1215

กด  Like ไกลโรคกับ Herbale
www.facebook.com/herbale4u
Line ID : Herbale



บทความโดย : หมอแดง ดิอโรคยา

เคยเป็นกันบ้างไหมครับ อาการที่บางครั้งเราพยายามจะนึกอะไรซักอย่างให้ได้
แต่มันนึกไม่ออก จะว่าลืมก็ไม่ใช่ เหมือนมันติดอยู่ที่ปากหรือเวลาจะก้าวออกจากบ้านไปทำงาน
ทีไรก็ต้องลืมโน่นลืมนี่เป็นประจำ อาการแบบนี้จะเรียกว่าเป็นอาการความจำเสื่อม
ก็คงจะไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียง

ผมพบคนป่วยหลายรายที่มีอาการ ความจำเสื่อม แต่ที่เห็นได้ชัดเมื่อเร็วๆนี้ คนไข้เป็นผู้ชาย เคยทำงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งใหญ่โตเชียวล่ะครับ เกษียณมาได้ปีกว่าๆแล้ว พอเกษียณมาได้แล้ว ก็เกิดอาการความจำเสื่อมกำเริบอย่างหนัก มีอาการเหมือนเด็ก จำอะไรไม่ค่อยได้ จะกินจะนอนก็ดูยากไปหมด พูดฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บางครั้งมีอาการซึม บางครั้งยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าซีดเหมือนไม่มีเลือดมาเลี้ยง มือสั่นบ้าง ไปหาหมอที่โรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค “พาร์คินสัน” ก็เลยให้ยาสารพัดมากิน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย เป็นที่กลุ้มใจของผู้เป็นภรรยา ที่ต้องคอยดูแลสามีเหมือนเป็นเด็กเล็ก

จากการสอบถามประวัติความเป็นอยู่ อาหารการกิน การออกกำลังกาย ภรรยาของคนไข้ก็บอกว่า ผู้ป่วยก็กินดีอยู่ดี ออกกำลังกายประจำ ผู้ป่วยเป็นวิศวกรใหญ่ จึงน่าเชื่อได้ว่าต้องกินดีอยู่ดีแน่นอน กรรมพันธุ์ก็ไม่มี แล้วเกิดอาการได้อย่างไร หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ ได้แต่รักษาไปตามอาการ ให้วิตามินบ้าง ยาแก้พาร์คินสัน ยาแก้อาการสั่นบ้าง หลายปีแล้วก็ยังเป็นเหมือนเดิม

พฤติกรรมอย่างหนึ่งที่คนไข้ทำพลาดไปก็คือ เขาดื่มน้ำน้อยมาก วันละไม่เกิน 2 แก้ว ไม่กระหายน้ำก็ไม่ดื่ม น้ำหนักเกือบ 60 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักขนาดนี้ควรดื่มน้ำ 9-10 แก้วต่อวัน แต่นี่ดื่มแค่ 2 แก้ว บวกกับทำงานใช้สมองมาก มีความเครียดด้วย เลือดเมื่อขาดน้ำก็ทำให้เลือดข้นหนืด ทำให้หลอดเลือดไม่มีความยืดหยุ่นเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ แล้วเลือดจะฉีดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างไรกัน

ทดลองเอาเครื่องสูบน้ำไปสูบน้ำในปลักวัวปลักควาย ที่วัวควายนอนแช่เป็นน้ำโคลนดูซิว่า เครื่องจะสูบน้ำขึ้นไปได้ไหม สุดท้ายเครื่องก็ต้องพัง ซึ่งเครื่องสูบน้ำก็เหมือนหัวใจคนเรา ที่ต้องสูบฉีดเลือดขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อเลือดมันข้นเหนียว ไม่ช้าหัวใจก็ต้องพัง เส้นเลือดในหัวใจก็อุดตันหมด

ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ก็มีลักษณะเหมือนกัน เขามีอาการความจำเสื่อมหรือสมองไม่ทำงาน ก็เพราะสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เหมือนเราใช้คนให้ทำงานแล้วไม่จ่ายเงินเดือน ไม่ให้ข้าวกิน แล้วเขาจะเอาแรงที่ไหนมาทำงานให้เรา

เลือดนั้นจะนำพาอาหาร อ๊อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าส่วนไหน เรามัวแต่กินยา กินวิตามิน โดยไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะการดื่มน้ำที่ถูกต้อง คงไม่มีวันที่โรคนี้จะหายได้ ***เพราะยาและวิตามิน ก็เข้าสู่ร่างกายไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำพาไป เพราะเลือดประกอบด้วยน้ำถึง 91% ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญ กับการดื่มน้ำเป็นอันดับแรก โดยถือว่าน้ำเป็นยาวิเศษเลยทีเดียว

เมื่อได้แนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิตใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราก็ทำการนวดกระตุ้นฝ่าเท้า และนวดตัว เพื่อกระตุ้นให้อวัยวะภายในร่างกายทั้งหมด ทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าการนวดเท้านั้นเป็นการรักษาเท้า ท่านเข้าใจผิดนะครับ การนวดเท้าสามารถรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยรายนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมได้นวดเท้าและนวดกดจุด จากใบหน้าที่ขาวซีดกลับดูมีเลือดฝาด ดูสดใสขึ้นเยอะ พูดคุยได้ดีขึ้น ยิ้มแย้มแจ่มใสกว่าแต่ก่อน มีการตอบสนองที่ดี นั่นแสดงว่าเลือดลมเดินได้ดีขึ้นแล้วนั่นเอง

สรุปแล้วสาเหตุของอาการความจำเสื่อมก็คือ อาการที่เลือดข้นหรือเลือดจาง ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอนั่นเอง ท่านใดที่รู้ตัวว่าเริ่มมีอาการดังกล่าวแล้ว ผมว่าทางที่ดีท่านควรจะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ตามที่ผมได้บอกไว้แล้ว อาการความจำเสื่อมจะไม่มาเยือนท่านโดยง่ายแน่นอน

------------------------------------------

วิธีการลดความเสี่ยง โรคความจำเสื่อม
- ในแต่ละวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (ประมาณ 1.5 - 2 ลิตร) โดยแบ่งดื่มทั้งวัน และเลี่ยงการดื่มน้ำเยอะช่วงที่รับประทานอาหาร
- นวดกระตุ้น ฝ่าเท้า และ ตัว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี
- เพิ่มสารอาหารให้กับเลือด และ ลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ด้วยสาหร่ายเกลียวทอง เพราะสาหร่ายเกลียวทอง ช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม และเพิ่ม HDL ชึ่งจะช่วยลด LDL ในร่างกายได้ด้วย ทำให้ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดอุดตัน อีกทั้งสารอาหารที่มีมาก ย่อยง่าย ดูดซึมได้เร็ว และมีโปรตีนสูง ร่างกายจึงสามารถนำไปซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซีสต์ เนื้องอก ขยะส่วนเกินของร่างกาย

 รูปภาพ : ซีสต์ เนื้องอก ขยะส่วนเกินของร่างกาย
(สัญญาณเตือนของผู้ที่มี ตับ อ่อนแอ)
บทความโดย : หมอนัท ดิอโรคยา

คุณปรียา อายุ 45 ปี เข้ามาปรึกษาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่สบายใจเอามากๆ เพราะ
1. มีเนื้องอกในมดลูก พบตั้งแต่ปี 2553 แรกเจอก้อนเล็กๆ ตอนนี้ขยายออกเป็น 8 เซนติเมตรแล้ว ยังไม่มีอาการปวดใดๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเล็กลงไป
2. มีก้อนเนื้อบริเวณ เต้านมด้านซ้าย พบหลายก้อนประมาณ 2 เดือนที่แล้วหมอบอกรอให้ใหญ่กว่านี้แล้วค่อยผ่า ถ้าใหญ่มากก็ต้องตัดไปทั้งมดลูกรังไข่ ตอนนี้มีอาการร้อนใจเพราะไม่รู้จะหยุดยั้งการเติบโตของก้อนเนื้อได้อย่างไร

ก้อนเนื้อ เนื้องอก นี่เป็นอาการเตือนอย่างหนึ่งของร่างกายว่า เรามีขยะในร่างกายมากเกินไป เราทานอาหารที่โภชนาการเกินที่จะนำไปใช้ แต่รู้หรือไม่ว่าที่เก็บขยะหรือเนื้องอกที่เกิดขึ้นในร่างกายคือเบาะแสให้ทราบได้ถึงสาเหตุของอาการป่วย เตือนเราถึงพฤติกรรมที่ผิดพลาดในอดีต อ่านจากใบประวัติคนไข้ที่เขียนมาของคุณปรียาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงสอบถามถึงอดีตที่ผ่านมามีการทานอาหารอย่างไร ต้องมีบางอย่างที่ผิดเพี้ยนสิน่า เพราะรูปร่างเธอก็สมส่วนดีไม่น่าจะเป็นคนทานอาหารไม่ระวัง สอบถามหลายเรื่องจนคุณปรียานึกได้ว่า เคยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมา 4 ปี ช่วงนั้นทานแต่นมกับอาหารที่ชงข้นๆ แต่ละอย่างก็มีนม เนย อยู่ด้วยทั้งนั้น

คุณวิยะดา อายุ 31 ปี น้ำหนัก 54 กิโลกรัม มาจากต่างจังหวัดเล่าอาการให้ฟังดังนี้
1. เวียนศีรษะหลายปีแล้ว จากการทำงานใช้คอมพิวเตอร์ กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ
2. ปวดท้องน้อย ตรวจพบช็อคโกแลตซีสต์ที่รังไข่ เวลาปวดก็จะทานยาแก้ปวดหลังๆก็ไม่ทานยาแล้วปวดก็ทนเอา
3. ปวดหลังบริเวณบั้นเอวหลังจากปวดท้องน้อย 1 ปี
4. ตรวจพบเนื้องอกที่แกนสมองข้างขวา
5. มีเม็ดผื่นคันเล็กๆตามผิวหน้า ร่องจมูก ไรผม หลังหู มีอาการนาน 3 ปี ผิวหนังลอกเป็นแผ่นๆ ทายาแล้วไม่หายจึงปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ

เธอเล่าให้ฟังว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุต้นไม้ ดอกไม้ ฝึกลูกน้องจนเก่งจึงมีเวลาว่างไปเสาะแสวงหาของกินตามที่ต่างๆ จังหวัดไหน ที่ไหน ขอให้บอกถ้าเธอรู้เธอจะตามไปแน่นอน

- ชอบทานแต่เนื้อสัตว์ ไม่ทานผัก โดยเฉพาะอาหารทะเล ปลา ปลาหมึก ไข่ปลาหมึก หอยนางรม มันปู มันกุ้ง สามารถขับรถไปพัทยา อ่างศิลา ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทานอาหารทะเลและซื้อกลับบ้าน

- ดื่มนมแทนน้ำประมาณ 1 ลิตรต่อวัน นมช็อคโกแลตชอบมาก บางวันกินช็อคโกแลตแท่งแทนข้าว ทานข้าวน้อยมากมักจะทานขนมปังฮอทดอก ขนมเค้กที่มีเนื้อครีมมากๆ ทานทุเรียนเป็นลูกๆแทนอาหาร

- ดื่มแต่น้ำเย็น น้ำอัดลมวันละ 1 ขวด นมเย็น ชาเย็นวันละ 2 แก้วใหญ่ หากหิวก็จะทานน้ำเต้าหู้แทนข้าว ก่อนอาหารดื่มน้ำเย็น 3 แก้ว หลังอาหารดื่มน้ำเย็นอีก 3 แก้ว เนื่องจากทานอาหารทะเลมีน้ำจิ้มเผ็ด

หลังจากบันทึกประวัติแล้ว จึงให้ไปนวดเท้าและตัว เธอบอกว่ารู้สึกเจ็บตามเส้นทั้งเท้าและตัว กดจุดไหนก็เจ็บ แต่หลังจากนวดเสร็จแล้วหายเวียนศีรษะ จึงได้ถามว่าทำไมถึงได้กินอาหารแบบสุดโต่งแบบนี้ เธอตอบว่า อ่านหนังสือมาในหนังสือบอกว่ากินแป้งหรือข้าวแล้วอ้วน เธออยากลดความอ้วนโดยไม่กินยาลดความอ้วน จึงเปลี่ยนเป็นทานอาหารทะเล เนื้อสัตว์ และกินผลไม้แทนผัก แต่เมื่อได้อ่านหนังสือใครไม่ป่วยยกมือขึ้นหลายเล่ม จึงเปลี่ยนกลับไปทานข้าวกล้อง ทานกับข้าวที่มีผักมากขึ้น ทานน้ำเปล่าที่ไม่เย็น ปรากฏว่ามี ผื่น สิว มากขึ้นแผลที่มีก็มีน้ำเหลืองไหลออกมา

จึงบอกกับเธอว่านี่ล่ะคือความมหัศจรรย์ของร่างกายเมื่อไหร่ที่เราดูแลเขาดี เขาก็จะเริ่มขับของเสียและซ่อมแซมตัวเอง อย่ามัวทานแต่ยากดภูมิคุ้มกันกดอาการอยู่เลย ของเสียที่เกิดขึ้นต้องปล่อยให้ร่างกายขับออกมา ทั้งทางอุจจาระ ปัสสาวะ ผิวหนัง ช่วงนี้คุณต้อง “อดทน”ลูกเดียว ปล่อยให้ระบบกำจัดของเสียในร่างกายทำงานอย่างเต็มที่

อาหารที่มีโภชนาการเกินไปโดยเฉพาะนมที่อุดมไปด้วยไขมันและโปรตีนมากๆเมื่อทานมากเกินไป เราจะขับไขมันและโปรตีนส่วนเกินออกจากร่างกายไม่ทัน ของเสียส่วนเกินก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับจนเกิดไขมันพอกตับ ตับอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณเตือนมายังร่างกายของเราทางเส้นลมปราณตับ ทำให้มีก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์ ก้อนพังผืด เกิดขึ้นที่แนวเส้นนี้โดยง่าย ถ้าเป็นผู้หญิงบริเวณที่มีความเสี่ยงคือ เต้านม รังไข่ มดลูก ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ส่วนสัญญาณเตือนของผู้ชายว่ามีของเสียที่ตับมากคือ หน้ามัน ผมร่วง ต่อมลูกหมากโต

* ใครที่มีก้อนซีสต์ เนื้องอกมากๆพึงระลึกได้เลยว่า ขณะนี้ตับของท่านกำลังอ่อนแรงเหลือเกิน ไม่สามารถขับของเสียและไขมันส่วนเกินออกมาได้จึงสะสมอยู่ในร่างกาย ในเบื้องต้นยังไม่อันตราย แต่หากปล่อยไว้ก็คงไม่พ้น มะเร็งเต้านม มดลูก รังไข่ หรือ มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นแน่ หากโชคร้ายก็ต้องเผชิญกับมะเร็งตับ

ขั้นตอนในการรักษาโรคตับอ่อนแอ ผู้หญิงที่มีก้อนซีสต์หรือเนื้องอกมากบริเวณเต้านม มดลูกรังไข่ หรือผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต

ดังนั้นช่วงที่มีอาการจึงควรแก้ไขพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ เพื่อให้ตับได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองเสียบ้าง วิธีคือ

1. นอนก่อน 5 ทุ่มเพราะเป็นเวลาที่ลมปราณของถุงน้ำดีทำงานคู่กันกับตับ จนถึงตีสาม
2. งดดื่มเหล้าและ แอลกอฮอล์ทุกชนิด
3. งดกาแฟเพราะมีคาเฟอีนซึ่งไปกระตุ้นให้ตับทำงานมากเกินไป 4. ลดอาหารกลุ่มไขมัน ไขมันทรานส์ ของมันของทอด
5. ทานอาหารเช้าให้ได้ทุกวันไม่เกิน 9 โมงเช้าเพราะเป็นเวลาที่มีน้ำย่อยและเอนไซม์มากพร้อมที่จะเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและสารอาหารได้อย่างรวดเร็ว
6. ก่อนนอน 2-3 ชม.ไม่ทานอาหารมื้อหนัก
7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
8. นวดตัวอาทิตย์ละ 1 ครั้งโดยเฉพาะเส้นข้างขา

ตับของเราเป็นอวัยวะที่ใหญ่และอดทนมาก แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจะแก้ไขได้ยาก รวมถึงร่างกายจะทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทำความเข้าใจและลดพฤติกรรมทำร้ายตับไว้แต่เนิ่นๆเป็นหนทางดูแลตับที่ดีที่สุดครับ

.....................

สมุนไพร และวิธีฟื้นฟูตับ 8 ขั้นตอน

สรรพคุณโดยย่อ : เร่งระบายของเสียออกจากร่างกายด้วยการดีท๊อกซ์ ,ลดของเสียโดยสนับสนุนให้กระเพาะ และลำไส้ ย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี ด้วย ขมิ้นชัน และ Probiotic ,บำรุงตับด้วยโสม เติมสารอาหารให้ตับเพื้อผลิตเลือดด้วยสาหร่ายเกลียวทอง ,ละลายไขมันที่พอกตับ ด้วยน้ำมันมะพร้าว ,เร่งตับขับสารพิษ และไขมันออกจากตับ ด้วยสมุนไพรเบญจพันธุ์

1. ทานขมิ้นชัน (ก่อนอาหาร 2 แคปซูล) ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย เพิ่มประสิทธิภาพในการย่อย และ กำจัดลม ช่วยให้ตับหลั่งน้ำดี อีกทั้งมีสารอาหารและต้านอนุมูลอิสระอยู่มากช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้น

2. ทานน้ำเอนไซม์ (หลังอาหารทุกมื้อ) หรือ ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก(จุลินทรีย์ที่ดี)เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายของเสียตกค้างในลำไส้ เพื่อลดภาระการทำงานของตับ

3. น้ำมันมะพร้าว ( 2-4 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้า ,เย็น) เพิ่มไขมันชนิดดี โดยทานน้ำมันมะพร้าว เพื่อเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) ที่จะช่วยนำไขมันคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดไม่ให้อุดตัน ( ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ Ze-oil ประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันกระเทียม น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันรำข้าว ทานตื่นนอน และก่อนนอน 2 แคปซูล )

4. ยาน้ำสมุนไพรเบญจพันธุ์ ลูกใต้ใบ (หลังอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ) ช่วยบำรุงตับ และ เปิดท่อน้ำดีเพื่อให้ของเสียและไขมันที่พอกอุดตันที่ตับ ถูกขับออกมาง่ายขึ้น รวมถึงการช่วยดึงดูดน้ำเข้าสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น เพื่อเร่งการขับของเสียออกทางปัสสาวะได้มากขึ้นอีกทาง โดย

5. โสม (เช้าวันละ 1 เม็ด) มีสรรพคุณบำรุงอวัยวะภายในทั้งห้า (หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต) เพิ่มการดูดซึมออกซิเจนของผนังเซล เซลจึงสามารถสร้างพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและสมอง กระตุ้นให้ตับอ่อน สร้างอินซูลินได้ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะสมดุล (สำหรับคนไทยเมืองร้อน ขอแนะนำเฉพาะ โสม GR150 เท่านั้น)

6. สาหร่ายเกลียวทอง (ตื่นนอนตอนเช้า 5 เม็ด + น้ำ 2 แก้ว) เป็นอาหารที่ เหมาะสำหรับฟื้นฟู ตับ เพราะ เนื้อเยื่อของตับประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนถึง 70% ซึ่งใกล้เคียงกับ โปรตีนที่มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทองที่มีมากถึง 70% เช่นกัน (มากกว่าไข่ไก่และเนื้อสัตว์ 2-3 เท่า) ดังนั้นในการฟื้นฟูเซลล์ของตับที่เสียหาย ต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซม อีกทั้งสาหร่ายเกลียวทอง สามารถย่อยง่าย และ ดูดซึมได้ถึง 95% ดังนั้น ตับก็จะได้โปรตีนและสารอื่นๆจำนวนมากเพื่อไปซ่อมแซมเซลล์ตับ และ ไม่ต้องทำงานหนักในการกำจัดของเสีย ตับก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว

7. ยาธรณีสันฑะฆาต (ก่อนนอน 2 แคปซูล) มีสรรพคุณดีทอกซ์ของเสียที่เป็นก้อนติดแน่นตั้งแต่ลำไส้ส่วนบนถึงลำไส้ส่วนล่างออกจากร่างกาย ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เลือดลมเดินสะดวก ต่างจากการดีทอกซ์ด้วยกาแฟ ซึ่งจะขับของเสียออกแค่จากลำไส้ส่วนล่างเท่านั้น

8. ทำ Detox แบบสวนล้างลำไส้ (สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง) จะช่วยให้ของเสียในลำไส้ใหญ่น้อยลง ตับต้องทำงานน้อยลงด้วย

.....................

ดิอโรคยา การแพทย์แผนไทย : 02-682-1215

สุขภาพดีง่ายๆ แค่ย่อยได้ และ ขับถ่ายดี https://www.facebook.com/photo.php?fbid=560082780718610&set=a.417640581629498.95272.173200686073490&type=1&theater



(สัญญาณเตือนของผู้ที่มี ตับ อ่อนแอ)
บทความโดย : หมอนัท ดิอโรคยา

คุณปรียา อายุ 45 ปี เข้ามาปรึกษาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่สบายใจเอามากๆ เพราะ
1. มีเนื้องอกในมดลูก พบตั้งแต่ปี 2553 แรกเจอก้อนเล็กๆ ตอนนี้ขยายออกเป็น 8 เซนติเมตรแล้ว ยังไม่มีอาการปวดใดๆ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเล็กลงไป
2. มีก้อนเนื้อบริเวณ เต้านมด้านซ้าย พบหลายก้อนประมาณ 2 เดือนที่แล้วหมอบอกรอให้ใหญ่กว่านี้แล้วค่อยผ่า ถ้าใหญ่มากก็ต้องตัดไปทั้งมดลูกรังไข่ ตอนนี้มีอาการร้อนใจเพราะไม่รู้จะหยุดยั้งการเติบโตของก้อนเนื้อได้อย่างไร

ก้อนเนื้อ เนื้องอก นี่เป็นอาการเตือนอย่างหนึ่งของร่างกายว่า เรามีขยะในร่างกายมากเกินไป เราทานอาหารที่โภชนาการเกินที่จะนำไปใช้ แต่รู้หรือไม่ว่าที่เก็บขยะหรือเนื้องอกที่เกิดขึ้นในร่างกายคือเบาะแสให้ ทราบได้ถึงสาเหตุของอาการป่วย เตือนเราถึงพฤติกรรมที่ผิดพลาดในอดีต อ่านจากใบประวัติคนไข้ที่เขียนมาของคุณปรียาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงสอบถามถึงอดีตที่ผ่านมามีการทานอาหารอย่างไร ต้องมีบางอย่างที่ผิดเพี้ยนสิน่า เพราะรูปร่างเธอก็สมส่วนดีไม่น่าจะเป็นคนทานอาหารไม่ระวัง สอบถามหลายเรื่องจนคุณปรียานึกได้ว่า เคยไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมา 4 ปี ช่วงนั้นทานแต่นมกับอาหารที่ชงข้นๆ แต่ละอย่างก็มีนม เนย อยู่ด้วยทั้งนั้น

คุณวิยะดา อายุ 31 ปี น้ำหนัก 54 กิโลกรัม มาจากต่างจังหวัดเล่าอาการให้ฟังดังนี้
1. เวียนศีรษะหลายปีแล้ว จากการทำงานใช้คอมพิวเตอร์ กลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ
2. ปวดท้องน้อย ตรวจพบช็อคโกแลตซีสต์ที่รังไข่ เวลาปวดก็จะทานยาแก้ปวดหลังๆก็ไม่ทานยาแล้วปวดก็ทนเอา
3. ปวดหลังบริเวณบั้นเอวหลังจากปวดท้องน้อย 1 ปี
4. ตรวจพบเนื้องอกที่แกนสมองข้างขวา
5. มีเม็ดผื่นคันเล็กๆตามผิวหน้า ร่องจมูก ไรผม หลังหู มีอาการนาน 3 ปี ผิวหนังลอกเป็นแผ่นๆ ทายาแล้วไม่หายจึงปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ

เธอเล่าให้ฟังว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุต้นไม้ ดอกไม้ ฝึกลูกน้องจนเก่งจึงมีเวลาว่างไปเสาะแสวงหาของกินตามที่ต่างๆ จังหวัดไหน ที่ไหน ขอให้บอกถ้าเธอรู้เธอจะตามไปแน่นอน

- ชอบทานแต่เนื้อสัตว์ ไม่ทานผัก โดยเฉพาะอาหารทะเล ปลา ปลาหมึก ไข่ปลาหมึก หอยนางรม มันปู มันกุ้ง สามารถขับรถไปพัทยา อ่างศิลา ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทานอาหารทะเลและซื้อกลับบ้าน

- ดื่มนมแทนน้ำประมาณ 1 ลิตรต่อวัน นมช็อคโกแลตชอบมาก บางวันกินช็อคโกแลตแท่งแทนข้าว ทานข้าวน้อยมากมักจะทานขนมปังฮอทดอก ขนมเค้กที่มีเนื้อครีมมากๆ ทานทุเรียนเป็นลูกๆแทนอาหาร

- ดื่มแต่น้ำเย็น น้ำอัดลมวันละ 1 ขวด นมเย็น ชาเย็นวันละ 2 แก้วใหญ่ หากหิวก็จะทานน้ำเต้าหู้แทนข้าว ก่อนอาหารดื่มน้ำเย็น 3 แก้ว หลังอาหารดื่มน้ำเย็นอีก 3 แก้ว เนื่องจากทานอาหารทะเลมีน้ำจิ้มเผ็ด

หลังจากบันทึกประวัติแล้ว จึงให้ไปนวดเท้าและตัว เธอบอกว่ารู้สึกเจ็บตามเส้นทั้งเท้าและตัว กดจุดไหนก็เจ็บ แต่หลังจากนวดเสร็จแล้วหายเวียนศีรษะ จึงได้ถามว่าทำไมถึงได้กินอาหารแบบสุดโต่งแบบนี้ เธอตอบว่า อ่านหนังสือมาในหนังสือบอกว่ากินแป้งหรือข้าวแล้วอ้วน เธออยากลดความอ้วนโดยไม่กินยาลดความอ้วน จึงเปลี่ยนเป็นทานอาหารทะเล เนื้อสัตว์ และกินผลไม้แทนผัก แต่เมื่อได้อ่านหนังสือใครไม่ป่วยยกมือขึ้นหลายเล่ม จึงเปลี่ยนกลับไปทานข้าวกล้อง ทานกับข้าวที่มีผักมากขึ้น ทานน้ำเปล่าที่ไม่เย็น ปรากฏว่ามี ผื่น สิว มากขึ้นแผลที่มีก็มีน้ำเหลืองไหลออกมา

จึงบอกกับเธอว่านี่ล่ะคือความมหัศจรรย์ของร่างกายเมื่อไหร่ที่เราดูแลเขาดี เขาก็จะเริ่มขับของเสียและซ่อมแซมตัวเอง อย่ามัวทานแต่ยากดภูมิคุ้มกันกดอาการอยู่เลย ของเสียที่เกิดขึ้นต้องปล่อยให้ร่างกายขับออกมา ทั้งทางอุจจาระ ปัสสาวะ ผิวหนัง ช่วงนี้คุณต้อง “อดทน”ลูกเดียว ปล่อยให้ระบบกำจัดของเสียในร่างกายทำงานอย่างเต็มที่

อาหารที่มีโภชนาการเกินไปโดยเฉพาะนมที่อุดมไปด้วยไขมันและโปรตีนมากๆเมื่อ ทานมากเกินไป เราจะขับไขมันและโปรตีนส่วนเกินออกจากร่างกายไม่ทัน ของเสียส่วนเกินก็จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ตับจนเกิดไขมันพอกตับ ตับอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณเตือนมายังร่างกายของเราทางเส้นลมปราณตับ ทำให้มีก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์ ก้อนพังผืด เกิดขึ้นที่แนวเส้นนี้โดยง่าย ถ้าเป็นผู้หญิงบริเวณที่มีความเสี่ยงคือ เต้านม รังไข่ มดลูก ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ส่วนสัญญาณเตือนของผู้ชายว่ามีของเสียที่ตับมากคือ หน้ามัน ผมร่วง ต่อมลูกหมากโต

* ใครที่มีก้อนซีสต์ เนื้องอกมากๆพึงระลึกได้เลยว่า ขณะนี้ตับของท่านกำลังอ่อนแรงเหลือเกิน ไม่สามารถขับของเสียและไขมันส่วนเกินออกมาได้จึงสะสมอยู่ในร่างกาย ในเบื้องต้นยังไม่อันตราย แต่หากปล่อยไว้ก็คงไม่พ้น มะเร็งเต้านม มดลูก รังไข่ หรือ มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นแน่ หากโชคร้ายก็ต้องเผชิญกับมะเร็งตับ

ขั้นตอนในการรักษาโรคตับอ่อนแอ ผู้หญิงที่มีก้อนซีสต์หรือเนื้องอกมากบริเวณเต้านม มดลูกรังไข่ หรือผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต

ดังนั้นช่วงที่มีอาการจึงควรแก้ไขพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ เพื่อให้ตับได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองเสียบ้าง วิธีคือ

1. นอนก่อน 5 ทุ่มเพราะเป็นเวลาที่ลมปราณของถุงน้ำดีทำงานคู่กันกับตับ จนถึงตีสาม
2. งดดื่มเหล้าและ แอลกอฮอล์ทุกชนิด
3. งดกาแฟเพราะมีคาเฟอีนซึ่งไปกระตุ้นให้ตับทำงานมากเกินไป 4. ลดอาหารกลุ่มไขมัน ไขมันทรานส์ ของมันของทอด
5. ทานอาหารเช้าให้ได้ทุกวันไม่เกิน 9 โมงเช้าเพราะเป็นเวลาที่มีน้ำย่อยและเอนไซม์มากพร้อมที่จะเปลี่ยนอาหารให้ เป็นพลังงานและสารอาหารได้อย่างรวดเร็ว
6. ก่อนนอน 2-3 ชม.ไม่ทานอาหารมื้อหนัก
7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
8. นวดตัวอาทิตย์ละ 1 ครั้งโดยเฉพาะเส้นข้างขา

ตับของเราเป็นอวัยวะที่ใหญ่และอดทนมาก แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจะแก้ไขได้ยาก รวมถึงร่างกายจะทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นทำความเข้าใจและลดพฤติกรรมทำร้ายตับไว้แต่เนิ่นๆเป็นหนทางดูแลตับที่ ดีที่สุดครับ

.....................

สมุนไพร และวิธีฟื้นฟูตับ 8 ขั้นตอน

สรรพคุณโดยย่อ : เร่งระบายของเสียออกจากร่างกายด้วยการดีท๊อกซ์ ,ลดของเสียโดยสนับสนุนให้กระเพาะ และลำไส้ ย่อยและดูดซึมอาหารได้ดี ด้วย ขมิ้นชัน และ Probiotic ,บำรุงตับด้วยโสม เติมสารอาหารให้ตับเพื้อผลิตเลือดด้วยสาหร่ายเกลียวทอง ,ละลายไขมันที่พอกตับ ด้วยน้ำมันมะพร้าว ,เร่งตับขับสารพิษ และไขมันออกจากตับ ด้วยสมุนไพรเบญจพันธุ์

1. ทานขมิ้นชัน (ก่อนอาหาร 2 แคปซูล) ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย เพิ่มประสิทธิภาพในการย่อย และ กำจัดลม ช่วยให้ตับหลั่งน้ำดี อีกทั้งมีสารอาหารและต้านอนุมูลอิสระอยู่มากช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้น

2. ทานน้ำเอนไซม์ (หลังอาหารทุกมื้อ) หรือ ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก(จุลินทรีย์ที่ดี)เพื่อเร่งกระบวนการย่อยสลายของเสียตก ค้างในลำไส้ เพื่อลดภาระการทำงานของตับ

3. น้ำมันมะพร้าว ( 2-4 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้า ,เย็น) เพิ่มไขมันชนิดดี โดยทานน้ำมันมะพร้าว เพื่อเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) ที่จะช่วยนำไขมันคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดไม่ให้อุดตัน ( ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ Ze-oil ประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันกระเทียม น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันรำข้าว ทานตื่นนอน และก่อนนอน 2 แคปซูล )

4. ยาน้ำสมุนไพรเบญจพันธุ์ ลูกใต้ใบ (หลังอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ) ช่วยบำรุงตับ และ เปิดท่อน้ำดีเพื่อให้ของเสียและไขมันที่พอกอุดตันที่ตับ ถูกขับออกมาง่ายขึ้น รวมถึงการช่วยดึงดูดน้ำเข้าสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น เพื่อเร่งการขับของเสียออกทางปัสสาวะได้มากขึ้นอีกทาง โดย

5. โสม (เช้าวันละ 1 เม็ด) มีสรรพคุณบำรุงอวัยวะภายในทั้งห้า (หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต) เพิ่มการดูดซึมออกซิเจนของผนังเซล เซลจึงสามารถสร้างพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและสมอง กระตุ้นให้ตับอ่อน สร้างอินซูลินได้ ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะสมดุล (สำหรับคนไทยเมืองร้อน ขอแนะนำเฉพาะ โสม GR150 เท่านั้น)

6. สาหร่ายเกลียวทอง (ตื่นนอนตอนเช้า 5 เม็ด + น้ำ 2 แก้ว) เป็นอาหารที่ เหมาะสำหรับฟื้นฟู ตับ เพราะ เนื้อเยื่อของตับประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนถึง 70% ซึ่งใกล้เคียงกับ โปรตีนที่มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทองที่มีมากถึง 70% เช่นกัน (มากกว่าไข่ไก่และเนื้อสัตว์ 2-3 เท่า) ดังนั้นในการฟื้นฟูเซลล์ของตับที่เสียหาย ต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซม อีกทั้งสาหร่ายเกลียวทอง สามารถย่อยง่าย และ ดูดซึมได้ถึง 95% ดังนั้น ตับก็จะได้โปรตีนและสารอื่นๆจำนวนมากเพื่อไปซ่อมแซมเซลล์ตับ และ ไม่ต้องทำงานหนักในการกำจัดของเสีย ตับก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว

7. ยาธรณีสันฑะฆาต (ก่อนนอน 2 แคปซูล) มีสรรพคุณดีทอกซ์ของเสียที่เป็นก้อนติดแน่นตั้งแต่ลำไส้ส่วนบนถึงลำไส้ส่วน ล่างออกจากร่างกาย ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ เลือดลมเดินสะดวก ต่างจากการดีทอกซ์ด้วยกาแฟ ซึ่งจะขับของเสียออกแค่จากลำไส้ส่วนล่างเท่านั้น

8. ทำ Detox แบบสวนล้างลำไส้ (สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง) จะช่วยให้ของเสียในลำไส้ใหญ่น้อยลง ตับต้องทำงานน้อยลงด้วย

โรคหัวใจ และหลอดเลือดแข็ง ตีบตัน

 รูปภาพ : โรคหัวใจ  และหลอดเลือดแข็ง ตีบตัน

 ในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าทุกวันนี้มีคนที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตัน และน่าจะเป็นโรคที่เป็นสาเหตุในการเสียชีวิต วันละหลายคน เพราะเราจะได้รับทราบจากญาติ มิตร หรือเพื่อนๆ ได้ฟัง ได้บอกกันมา “เห็นหน้ากันอยู่ดีๆ อ้าวไปเสียแล้ว” 

 แล้วโรคนี้บางทียังไม่ได้สั่งเสีย ไปเสียแล้ว แต่บางคนก็เป็นอยู่นาน ลำบากลูกหลาน ญาติต้องคอยดูแลหาข้าวน้ำมาคอยดูแลปฎิบัติ เพราะคนป่วยช่วยเหลือตัเองได้ไม่ ต้องหาคนมาช่วยดูแลอีก ต้องเสียเวลา เสียเงินเสียทองรักษากันเหนื่อย ทางการแพทย์บอกว่า ทุกๆ ชั่วโมง มีคนตายจากโรคหลอดเลือด สมองอุดตัน อย่างน้อย 5-6 คน และตายจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน 2 คน และจากโรคเบาหวาน อย่างน้อย 2 คน และถ้าเป็นคนกรุงเทพ ด้วยแล้ว จะพบวว่า ตายจากโรคหัวใจ อย่างน้อย 8 ราย

 ที่สำคัญของโรคนี้เกิดจากการแข็งตัว และตีบตันของหลอดเลือดแดง จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้สมองขาดเลือดเลี้ยง ทำให้เซล์ กลายเป็นอัมพฤษ์ อัมพาต เกิดปัญหาขึ้นที่ “ไต” ทำให้ไตเสื่อม ความดันเลือดสูง ทำให้อวัยต่างๆ ขาดเลือด เช่น  แขนขา ลีบ ขาดเลือดไปเลี้ยง ก็เลยเน่า บางคนต้องตัดขา เพื่อรักษาชีวิต เลือดเลยคั่งเป็นความร้อน เกิดเป็นพิษ เลือดก็เสีย

 ผมเอง (หมอแดง)  นี้นี่แหละ ที่เกิดอาการหลอดเลือดตีบตัน เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ขาจะบวมทุกวัน ช่วงเช้า จะมีอาการบวม จนหมอจีนบอกผมว่า “เป็นโรคเท้าช้าง” เวลานั่งเก้าอี้สูงๆ หรือนั่งนานหน่อย ก็ต้องหาเก้าอี้มารองขาไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นจะบวม แน่นแลย ต้องให้ลูกน้องช่วยนวดให้ทุกวัน เท้า ขา ฝ่าเท้าจะร้อน ตอนก่อนนอน หรือตกกลางคืน จะร้อนขาและฝ่าเท้ามาก จนต้องใช้น้ำเย็นรดขาแทบทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่ได้เลย

 ข้อเท้า จะใหญ่ขึ้น บวม ที่มากหน่อยก็คือขาขวา บริเวณหลังเท้า และข้อเท้าจะเห็นเส้นเลือดจะดำ 
และมีอากาปวดและข้อมือและแขนขวามาก  ต้องเอาแผ่นความร้อน มาคาดไว้ก่อนนอน  ไม่อย่างนั้นมันจะปวดจนนอนไม่หลับ 

 *** ดังนั้นก็ให้เข้าใจไว้เลยว่า อาการที่เรามีอาการปวด ตามร่างกาย  หรือตามอวัยวะต่างๆ นั้น เป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดลมติดขัด ไหลเวียนได้ไม่ดี และถ้าเรามีอาการเมื่อย ก็เป็นเพราะการไหลเวียนยังถือว่าดีอยู่บ้าง แต่ดูจะหริบหรี่เต็มที ดังนั้นเราควรแก้ไขกันที่ต้นเหตุ

 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่  โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ไขมันสูง โคเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ อายุมากขึ้น อาการหลังหมดประจำเดือน ประวัติในครอบครัว พฤติกรรมในการดำรงชีวิต  ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้  ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตันแคบลง ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก
เวลาออกแรง หรือเล่นกีฬาหนัก ๆ นักกีฬาดังๆที่ต้องเสียไปหลายคน เวลาโมโหรีบทำอะไร เนื่องจากเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจไม่พอ กับความต้องการของหัวใจ จนเกิดอาการหัวใจขาดเลือด ซี่งมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ไม่อันตรายถึงชีวิตนัก แต่ถ้ามันมีอาการก็ไม่แน่เหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันจะเล่นเอาหนักเมื่อไหร่ อย่ารอให้หนักแล้วค่อยมาแก้ไขนะ 

 *** อย่าไปคิดว่าอยู่หลอดเลือดมัน จะตีบ โดยฉับพลันทันทีทันใด มันต้องใช้เวลาอันยาวนาน เหมือนกองผักตบชวาที่สร้างปัญหากับแม่น้ำลำคลองในขณะนี้ ถ้าไม่มีไม่การดูแล หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม่น้ำทั้งสายก็จะเต็มไปด้วยสวะ (เหมือนตามที่ผมว่าได้ มองดูแม่น้ำแม่กลองอยู่ทุกวัน เกือบ 3  เดือนแล้ว  มีแต่ขยะเต็มคลอง ทุกคน เทลงคลอง ไม่มีเก็บขยะหรือจัดการกับกอผักตบชวา บอกว่าราชการไม่มีค่าน้ำมันมามาจ้างรถตักขยะ)  เมื่อ 2 – 3 วันนี้ ผมได้ดูรายการ TV ช่องไหนก็จำไม่ได้ น่าจะเป็นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีชาวบ้านพากันเก็บผักตบชวา นำมาตากแห้ง กิโล 12  บาท แล้วผลิตเป็นสินค้าขายกลุ่มสหกรณ์ รายได้ดีเลยละนี่เป็นสิ่งที่ดี ที่จะเห็นหนทางที่จะช่วยกันกำจัดผักตบชวาได้ ถ้าท่านเห็นเขาทำขายที่ไหน ก็ช่วยกันอุดหนุนซื้อกันหน่อย  เมืองไทยจะได้น่าอยู่น่าเที่ยว)

  และการที่แสดงให้เห็นเหล่านี้ เป็นสัญญานเตือนภัย ที่ธรรมชาติมีไว้ให้เรา แต่บ่อยครั้งการเตือนภัยเหล่านี้ เกิดช้าไป หรือปล่อยปะละเลยจนสายเกินไปแล้ว ดังนั้นลองมาดูวิธีการแก้ไข หาวิธีป้องกันก่อนจะสายเกินแก้กันเถิดครับ อย่าปล่อยให้ระเบิดเวลาชีวิตลูกนี้ จ้องคร่าชีวิตคนที่เรารักกันอีกต่อไปเลย การทานยาลดไขมันอาจเป็นทางออกของการแพทย์แบบแผน แต่ในระยะยาวเห็นทีจะเป็นการสร้างภาระให้ตับต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น จากไขมันที่ถูกนำไปพอกไว้ที่ตับแทน แม้ในหลอดเลือดจะน้อยลงก็ตาม ดังนั้นลองหันมาใช้สมุนไพรวิธีทางธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อตับและไต โดยวิธีหลักๆที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอล ไขมันในเลือด 4 ขั้นตอนหลักๆดังต่อไปนี้

4 ขั้นตอนในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบ

1. เลือด มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 91% ดังนั้นถ้าในแต่ละวันไม่ดื่ม หรือดื่มไม่เพียงพอ น้ำเลือดก็จะข้นเป็นโคลน หัวใจก็ทำงานหนักเป็นสาเหตุอันดับแรกของโรคหัวใจวายเลยนะครับ 

การดื่มน้ำที่ถูกวิธี 
- ตื่นนอนดื่ม 2-3 แก้ว ช่วยให้เลือดไม่ข้น ห่างไกลโรคหัวใจ และไล่ของเสียออกจากร่างกาย 
- ระหว่างวัน แบ่งดื่มให้ได้ วันละ 1.5-2 ลิตร โดยวิธีการแบ่งดื่มครั้งละ ครึ่งแก้ว
- ก่อนและหลังอาหาร 20 นาที ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้ว เพื่อรักษาความเข้มข้นของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

2. น้ำมันมะพร้าว เพิ่มไขมันชนิดดี โดยทานน้ำมันมะพร้าว 2-4 ช้อนโต๊ะ/วัน เพื่อเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) ที่จะช่วยนำไขมันคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดไม่ให้อุดตัน ( ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ Ze-oil ประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันกระเทียม น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันรำข้าว ทานตื่นนอน และก่อนนอน 2 แคปซูล )

3 เบญจพันธุ์ ลูกใต้ใบ (บ้านอโรคยา) ช่วยบำรุงตับ และ เปิดท่อน้ำดีเพื่อให้ของเสียและไขมันที่พอกอุดตันที่ตับ ถูกขับออกมาง่ายขึ้น รวมถึงการช่วยดึงดูดน้ำเข้าสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น เพื่อเร่งการขับของเสียออกทางปัสสาวะได้มากขึ้นอีกทาง โดยทานหลังอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ

4. สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่ เหมาะสำหรับฟื้นฟู ตับ เพราะ เนื้อเยื่อของตับประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนถึง 70% ซึ่งใกล้เคียงกับ โปรตีนที่มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทองที่มีมากถึง 70% เช่นกัน (มากกว่าไข่ไก่และเนื้อสัตว์ 2-3 เท่า) ดังนั้นในการฟื้นฟูเซลล์ของตับที่เสียหาย ต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซม อีกทั้งสาหร่ายเกลียวทอง สามารถย่อยง่าย และ ดูดซึมได้ถึง 95% ดังนั้น ตับก็จะได้โปรตีนและสารอื่นๆจำนวนมากเพื่อไปซ่อมแซมเซลล์ตับ และ ไม่ต้องทำงานหนักในการกำจัดของเสีย ตับก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว

…...................................................

เพิ่มเติม การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมคอเลสเตอรอล

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันสัตว์ นม เนย ไข่ เครื่องในสัตว์ เบคอนไส้กรอก อาหารทอด โดยในแต่ละวัน ควรได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกิน 300 มก.ต่อวัน โดยเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 100 มก. ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

- หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันอันตราย ถ้าบริโภคมากจะทำให้ไขมัน LDL เพิ่มขึ้นและลดไขมัน HDL ที่เป็นไขมันดี ไขมันทรานส์ พบได้ใน เบเกอรี่ ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เนยเทียม เป็นต้น

- ขับถ่ายให้ได้ทุกวัน จะใช้วิธีดีท๊อกของเสียออกจากร่างกาย โดยการดีท๊อกสวนทวาร ,ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยดีท๊อก หรือใช้สมุนไพรไทยๆ พวกมะขามแขก ,ส้มแขก หรือยาแผนโบราณ จตุผลาธิกะ ,ธรณีสันฑะฆาต ก็ได้ 

- ทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยไฟเบอให้ได้วันละประมาณ 25 กรัม แนะนำให้ทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องมีไฟเบอเคลือบอยู่ ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยไฟเบอจำนวนมากด้วยวิธีง่ายๆ (หรือ ใช้ไซเลี่ยมฮัส ไฟเบอร์ชงละลายน้ำทานก่อนอาหาร วันละ 1 ช้อนโต๊ะ)

- ปรับพฤติกรรมควบคุมน้ำหนัก อย่าให้อ้วนเกินพิกัด โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรนอนเกิน 5 ทุ่มเพื่อให้ ตับและถุงน้ำดีได้พักผ่อน

- ดีท๊อกซ์ตับ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ,นิ่วในตับ และถุงน้ำดีได้เร็วที่สุด หากมีเวลา แนะนำให้ลองเข้าคอร์สสักครั้ง แล้วนำขั้นตอนมาปฏิบัติเองที่บ้านก็ได้ครับ

......................

ดิอโรคยา การแพทย์แผนไทย : 02-682-1215

สุขภาพดีง่ายๆ แค่ย่อยได้ และ ขับถ่ายดี https://www.facebook.com/photo.php?fbid=560082780718610&set=a.417640581629498.95272.173200686073490&type=1&theater

กด Like ไกลโรคกับ Herbale www.facebook.com/herbale4u



ในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าทุกวันนี้มีคนที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดอุดตัน และน่าจะเป็นโรคที่เป็นสาเหตุในการเสียชีวิต วันละหลายคน เพราะเราจะได้รับทราบจากญาติ มิตร หรือเพื่อนๆ ได้ฟัง ได้บอกกันมา “เห็นหน้ากันอยู่ดีๆ อ้าวไปเสียแล้ว”

แล้วโรคนี้บางทียังไม่ได้สั่งเสีย ไปเสียแล้ว แต่บางคนก็เป็นอยู่นาน ลำบากลูกหลาน ญาติต้องคอยดูแลหาข้าวน้ำมาคอยดูแลปฎิบัติ เพราะคนป่วยช่วยเหลือตัเองได้ไม่ ต้องหาคนมาช่วยดูแลอีก ต้องเสียเวลา เสียเงินเสียทองรักษากันเหนื่อย ทางการแพทย์บอกว่า ทุกๆ ชั่วโมง มีคนตายจากโรคหลอดเลือด สมองอุดตัน อย่างน้อย 5-6 คน และตายจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน 2 คน และจากโรคเบาหวาน อย่างน้อย 2 คน และถ้าเป็นคนกรุงเทพ ด้วยแล้ว จะพบวว่า ตายจากโรคหัวใจ อย่างน้อย 8 ราย

ที่สำคัญของโรคนี้เกิดจากการแข็งตัว และตีบตันของหลอดเลือดแดง จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้สมองขาดเลือดเลี้ยง ทำให้เซล์ กลายเป็นอัมพฤษ์ อัมพาต เกิดปัญหาขึ้นที่ “ไต” ทำให้ไตเสื่อม ความดันเลือดสูง ทำให้อวัยต่างๆ ขาดเลือด เช่น แขนขา ลีบ ขาดเลือดไปเลี้ยง ก็เลยเน่า บางคนต้องตัดขา เพื่อรักษาชีวิต เลือดเลยคั่งเป็นความร้อน เกิดเป็นพิษ เลือดก็เสีย

ผมเอง (หมอแดง) นี้นี่แหละ ที่เกิดอาการหลอดเลือดตีบตัน เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ขาจะบวมทุกวัน ช่วงเช้า จะมีอาการบวม จนหมอจีนบอกผมว่า “เป็นโรคเท้าช้าง” เวลานั่งเก้าอี้สูงๆ หรือนั่งนานหน่อย ก็ต้องหาเก้าอี้มารองขาไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นจะบวม แน่นแลย ต้องให้ลูกน้องช่วยนวดให้ทุกวัน เท้า ขา ฝ่าเท้าจะร้อน ตอนก่อนนอน หรือตกกลางคืน จะร้อนขาและฝ่าเท้ามาก จนต้องใช้น้ำเย็นรดขาแทบทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่ได้เลย

ข้อเท้า จะใหญ่ขึ้น บวม ที่มากหน่อยก็คือขาขวา บริเวณหลังเท้า และข้อเท้าจะเห็นเส้นเลือดจะดำ
และมีอากาปวดและข้อมือและแขนขวามาก ต้องเอาแผ่นความร้อน มาคาดไว้ก่อนนอน ไม่อย่างนั้นมันจะปวดจนนอนไม่หลับ

*** ดังนั้นก็ให้เข้าใจไว้เลยว่า อาการที่เรามีอาการปวด ตามร่างกาย หรือตามอวัยวะต่างๆ นั้น เป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดลมติดขัด ไหลเวียนได้ไม่ดี และถ้าเรามีอาการเมื่อย ก็เป็นเพราะการไหลเวียนยังถือว่าดีอยู่บ้าง แต่ดูจะหริบหรี่เต็มที ดังนั้นเราควรแก้ไขกันที่ต้นเหตุ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ไขมันสูง โคเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ อายุมากขึ้น อาการหลังหมดประจำเดือน ประวัติในครอบครัว พฤติกรรมในการดำรงชีวิต ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตันแคบลง ทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก
เวลาออกแรง หรือเล่นกีฬาหนัก ๆ นักกีฬาดังๆที่ต้องเสียไปหลายคน เวลาโมโหรีบทำอะไร เนื่องจากเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อ หัวใจไม่พอ กับความต้องการของหัวใจ จนเกิดอาการหัวใจขาดเลือด ซี่งมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ไม่อันตรายถึงชีวิตนัก แต่ถ้ามันมีอาการก็ไม่แน่เหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันจะเล่นเอาหนักเมื่อไหร่ อย่ารอให้หนักแล้วค่อยมาแก้ไขนะ

*** อย่าไปคิดว่าอยู่หลอดเลือดมัน จะตีบ โดยฉับพลันทันทีทันใด มันต้องใช้เวลาอันยาวนาน เหมือนกองผักตบชวาที่สร้างปัญหากับแม่น้ำลำคลองในขณะนี้ ถ้าไม่มีไม่การดูแล หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม่น้ำทั้งสายก็จะเต็มไปด้วยสวะ (เหมือนตามที่ผมว่าได้ มองดูแม่น้ำแม่กลองอยู่ทุกวัน เกือบ 3 เดือนแล้ว มีแต่ขยะเต็มคลอง ทุกคน เทลงคลอง ไม่มีเก็บขยะหรือจัดการกับกอผักตบชวา บอกว่าราชการไม่มีค่าน้ำมันมามาจ้างรถตักขยะ) เมื่อ 2 – 3 วันนี้ ผมได้ดูรายการ TV ช่องไหนก็จำไม่ได้ น่าจะเป็นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีชาวบ้านพากันเก็บผักตบชวา นำมาตากแห้ง กิโล 12 บาท แล้วผลิตเป็นสินค้าขายกลุ่มสหกรณ์ รายได้ดีเลยละนี่เป็นสิ่งที่ดี ที่จะเห็นหนทางที่จะช่วยกันกำจัดผักตบชวาได้ ถ้าท่านเห็นเขาทำขายที่ไหน ก็ช่วยกันอุดหนุนซื้อกันหน่อย เมืองไทยจะได้น่าอยู่น่าเที่ยว)

และการที่แสดงให้เห็นเหล่านี้ เป็นสัญญานเตือนภัย ที่ธรรมชาติมีไว้ให้เรา แต่บ่อยครั้งการเตือนภัยเหล่านี้ เกิดช้าไป หรือปล่อยปะละเลยจนสายเกินไปแล้ว ดังนั้นลองมาดูวิธีการแก้ไข หาวิธีป้องกันก่อนจะสายเกินแก้กันเถิดครับ อย่าปล่อยให้ระเบิดเวลาชีวิตลูกนี้ จ้องคร่าชีวิตคนที่เรารักกันอีกต่อไปเลย การทานยาลดไขมันอาจเป็นทางออกของการแพทย์แบบแผน แต่ในระยะยาวเห็นทีจะเป็นการสร้างภาระให้ตับต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น จากไขมันที่ถูกนำไปพอกไว้ที่ตับแทน แม้ในหลอดเลือดจะน้อยลงก็ตาม ดังนั้นลองหันมาใช้สมุนไพรวิธีทางธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อตับและไต โดยวิธีหลักๆที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอล ไขมันในเลือด 4 ขั้นตอนหลักๆดังต่อไปนี้

4 ขั้นตอนในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และเส้นเลือดตีบ

1. เลือด มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 91% ดังนั้นถ้าในแต่ละวันไม่ดื่ม หรือดื่มไม่เพียงพอ น้ำเลือดก็จะข้นเป็นโคลน หัวใจก็ทำงานหนักเป็นสาเหตุอันดับแรกของโรคหัวใจวายเลยนะครับ

การดื่มน้ำที่ถูกวิธี
- ตื่นนอนดื่ม 2-3 แก้ว ช่วยให้เลือดไม่ข้น ห่างไกลโรคหัวใจ และไล่ของเสียออกจากร่างกาย
- ระหว่างวัน แบ่งดื่มให้ได้ วันละ 1.5-2 ลิตร โดยวิธีการแบ่งดื่มครั้งละ ครึ่งแก้ว
- ก่อนและหลังอาหาร 20 นาที ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้ว เพื่อรักษาความเข้มข้นของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

2. น้ำมันมะพร้าว เพิ่มไขมันชนิดดี โดยทานน้ำมันมะพร้าว 2-4 ช้อนโต๊ะ/วัน เพื่อเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) ที่จะช่วยนำไขมันคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำความสะอาดหลอดเลือดไม่ให้อุดตัน ( ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ Ze-oil ประกอบด้วย น้ำมันมะพร้าว น้ำมันกระเทียม น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันรำข้าว ทานตื่นนอน และก่อนนอน 2 แคปซูล )

3 เบญจพันธุ์ ลูกใต้ใบ (บ้านอโรคยา) ช่วยบำรุงตับ และ เปิดท่อน้ำดีเพื่อให้ของเสียและไขมันที่พอกอุดตันที่ตับ ถูกขับออกมาง่ายขึ้น รวมถึงการช่วยดึงดูดน้ำเข้าสู่กระแสเลือดให้มากขึ้น เพื่อเร่งการขับของเสียออกทางปัสสาวะได้มากขึ้นอีกทาง โดยทานหลังอาหาร 2 ช้อนโต๊ะ

4. สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารที่ เหมาะสำหรับฟื้นฟู ตับ เพราะ เนื้อเยื่อของตับประกอบด้วยสารประเภทโปรตีนถึง 70% ซึ่งใกล้เคียงกับ โปรตีนที่มีอยู่ในสาหร่ายเกลียวทองที่มีมากถึง 70% เช่นกัน (มากกว่าไข่ไก่และเนื้อสัตว์ 2-3 เท่า) ดังนั้นในการฟื้นฟูเซลล์ของตับที่เสียหาย ต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซม อีกทั้งสาหร่ายเกลียวทอง สามารถย่อยง่าย และ ดูดซึมได้ถึง 95% ดังนั้น ตับก็จะได้โปรตีนและสารอื่นๆจำนวนมากเพื่อไปซ่อมแซมเซลล์ตับ และ ไม่ต้องทำงานหนักในการกำจัดของเสีย ตับก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว

…...................................................

เพิ่มเติม การปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมคอเลสเตอรอล

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันสัตว์ นม เนย ไข่ เครื่องในสัตว์ เบคอนไส้กรอก อาหารทอด โดยในแต่ละวัน ควรได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกิน 300 มก.ต่อวัน โดยเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลน้อยกว่า 100 มก. ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

- หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันอันตราย ถ้าบริโภคมากจะทำให้ไขมัน LDL เพิ่มขึ้นและลดไขมัน HDL ที่เป็นไขมันดี ไขมันทรานส์ พบได้ใน เบเกอรี่ ขนมกรุบกรอบสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป เนยเทียม เป็นต้น

- ขับถ่ายให้ได้ทุกวัน จะใช้วิธีดีท๊อกของเสียออกจากร่างกาย โดยการดีท๊อกสวนทวาร ,ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยดีท๊อก หรือใช้สมุนไพรไทยๆ พวกมะขามแขก ,ส้มแขก หรือยาแผนโบราณ จตุผลาธิกะ ,ธรณีสันฑะฆาต ก็ได้

- ทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยไฟเบอให้ได้วันละประมาณ 25 กรัม แนะนำให้ทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะข้าวกล้องมีไฟเบอเคลือบอยู่ ทำให้ร่างกายได้รับเส้นใยไฟเบอจำนวนมากด้วยวิธีง่ายๆ (หรือ ใช้ไซเลี่ยมฮัส ไฟเบอร์ชงละลายน้ำทานก่อนอาหาร วันละ 1 ช้อนโต๊ะ)

- ปรับพฤติกรรมควบคุมน้ำหนัก อย่าให้อ้วนเกินพิกัด โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรนอนเกิน 5 ทุ่มเพื่อให้ ตับและถุงน้ำดีได้พักผ่อน

- ดีท๊อกซ์ตับ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ,นิ่วในตับ และถุงน้ำดีได้เร็วที่สุด หากมีเวลา แนะนำให้ลองเข้าคอร์สสักครั้ง แล้วนำขั้นตอนมาปฏิบัติเองที่บ้านก็ได้ครับ


ที่มา:  Herbale